กรอกชื่อคนในครอบครัวไว้ในใบสมัครงาน เผื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยระหว่างทำงาน แต่วันหนึ่งคนที่บ้านกลับได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าคุณค้างชำระเงิน พร้อมคำขอให้ช่วยเร่งจ่าย ความไม่สบายใจจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องหนี้ ยังมีคำถามว่า บริษัทนำเบอร์โทรศัพท์นั้นมาใช้แบบนี้ได้อย่างไร และเรื่องส่วนตัวถูกบอกต่อไปถึงใครบ้าง
หากข้อมูลถูกเก็บไว้เพื่อติดต่อในเหตุฉุกเฉิน การนำไปติดตามหนี้ต้องมีเหตุรองรับตามกฎหมาย ไม่ใช่อาศัยเพียงว่าบริษัทมีเบอร์โทรศัพท์อยู่แล้ว วิธีเริ่มต้นที่ตรงจุดคือ ขอให้บริษัทชี้แจงที่มาของข้อมูล วัตถุประสงค์และฐานกฎหมายที่ใช้ พร้อมขอหยุดการติดต่อส่วนที่กำลังโต้แย้ง และเก็บหลักฐานไว้ประกอบการใช้สิทธิ
สำหรับพนักงานที่ให้ข้อมูลกับนายจ้าง ต้องตรวจเพิ่มเติมว่าบริษัทนำข้อมูลไปติดตามเงินที่เรียกร้องเอง หรือส่งต่อให้เจ้าหนี้ภายนอก ทั้งสองกรณีควรพิจารณาเอกสารตอนเก็บข้อมูล ความสัมพันธ์ของคู่กรณี และข้อความที่ผู้ติดต่อฉุกเฉินได้รับ โดยหลักเรื่องการใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์อยู่ในมาตรา 21 ของ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ผู้ติดต่อฉุกเฉินมีหน้าที่อะไร และเกี่ยวข้องกับหนี้แค่ไหน
ผู้ติดต่อฉุกเฉินคือบุคคลที่องค์กรสามารถประสานงานด้วยเมื่อเกิดเหตุที่จำเป็นต้องแจ้งคนใกล้ชิดของพนักงาน เช่น พนักงานประสบอุบัติเหตุจนติดต่อเองไม่ได้ ขอบเขตการใช้ข้อมูลต้องดูประกอบกับคำชี้แจงในแบบฟอร์มและประกาศความเป็นส่วนตัวที่เกี่ยวข้อง
การมีชื่อเป็นผู้ติดต่อฉุกเฉินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นเป็นลูกหนี้ ผู้กู้ร่วม หรือผู้ค้ำประกัน หากบริษัทอ้างว่าบุคคลนั้นมีภาระต้องชำระเงิน ควรขอเอกสารและเหตุทางกฎหมายที่ทำให้เกิดหน้าที่ดังกล่าวมาพิจารณาแยกต่างหาก ไม่ควรยอมรับข้อเรียกร้องเพราะถูกบอกว่า “มีชื่ออยู่ในระบบ”
นอกจากนี้ ผู้ติดต่อฉุกเฉินกับบุคคลที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้เป็นคนละบทบาท แม้อาจเป็นคนคนเดียวกันได้ในบางกรณี บริษัทก็ต้องตรวจว่ามีการระบุไว้เพื่อวัตถุประสงค์ใดจริง
การตีความว่าเบอร์ญาติทุกเบอร์ใช้ทวงหนี้ได้จึงกว้างเกินไป เมื่อเทียบกับหลักในมาตรา 8 ของกฎหมายการทวงถามหนี้ ซึ่งผูกการติดต่อบุคคลที่ลูกหนี้ระบุไว้กับวัตถุประสงค์นั้นโดยเฉพาะ ดู คำอธิบายกฎหมายการทวงถามหนี้ของกรมการปกครอง
ต้องตรวจสองเรื่องพร้อมกัน คือสิทธิใช้ข้อมูลและวิธีทวงหนี้
การเปลี่ยนจากติดต่อฉุกเฉินเป็นติดตามหนี้มีเหตุรองรับหรือไม่
มาตรา 21 ของ PDPA กำหนดหลักให้ใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ก่อนหรือขณะเก็บข้อมูล หากจะใช้แตกต่างจากนั้น ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ใหม่และได้รับความยินยอมก่อน หรือมีบทบัญญัติของ PDPA หรือกฎหมายอื่นให้กระทำได้
จึงไม่ควรสรุปว่าการใช้ข้อมูลทุกกรณีต้องขอความยินยอมใหม่เสมอ เพราะกฎหมายมีฐานอื่นที่อาจใช้ได้ เช่น ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 24 (5) แต่บริษัทต้องแสดงความจำเป็นและพิจารณาสิทธิของเจ้าของข้อมูลประกอบด้วย
การอ้างเพียงว่า “ทำเพื่อประโยชน์ของบริษัท” ยังไม่ตอบว่าทำไมต้องใช้เบอร์ของญาติ และเหตุใดจึงติดต่อพนักงานโดยตรงไม่ได้ หลักเหล่านี้ต้องอ่านร่วมกับมาตรา 27 เรื่องการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลใน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ในทางปฏิบัติ หากบริษัทมีอีเมลและเบอร์ปัจจุบันของพนักงานอยู่แล้ว แต่เลือกโทรบอกยอดหนี้กับคนในครอบครัวเพื่อให้ช่วยกดดัน ย่อมเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ควรถามให้บริษัทชี้แจง การวิเคราะห์ต้องพิจารณาการใช้ข้อมูลครั้งนั้นโดยเฉพาะ ไม่ใช่ดูเพียงว่าบริษัทมีสิทธิเรียกเงินคืนหรือไม่
มีการเปิดเผยหนี้หรือกดดันบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่
สำหรับกรณีที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 8 วางหลักห้ามติดต่อบุคคลอื่นเพื่อทวงหนี้ เว้นแต่บุคคลที่ลูกหนี้ระบุไว้เพื่อการนั้น การติดต่อบุคคลอื่นนอกเหนือจากกลุ่มนี้ทำได้ในขอบเขตสอบถามหรือยืนยันสถานที่ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลที่ระบุไว้ และมีเงื่อนไขกำกับ
ข้อจำกัดสำคัญคือห้ามแจ้งความเป็นหนี้แก่บุคคลอื่น โดยมีข้อยกเว้นกรณีบุคคลนั้นเป็นสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดาน และเป็นฝ่ายถามถึงสาเหตุที่ติดต่อ จึงชี้แจงได้เท่าที่จำเป็นและเหมาะสม
ข้อยกเว้นนี้ไม่ได้หมายความว่าทวงจากญาติได้ทุกคน หรือเรียกร้องให้ญาติจ่ายแทนได้เสมอ ส่วนมาตรา 11 ยังห้ามข่มขู่ ดูหมิ่น และเปิดเผยหนี้แก่ผู้ไม่เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขของกฎหมาย ดู กฎหมายการทวงถามหนี้ที่กรมการปกครองเผยแพร่
ข้อความว่า “ขอสอบถามสถานที่ติดต่อ” จึงต้องดูว่าพูดต่ออย่างไรด้วย หากตามด้วยยอดค้างชำระและคำสั่งให้เร่งจ่ายภายในวันนั้น เนื้อหาการสนทนาย่อมต่างจากการสอบถามช่องทางติดต่ออย่างเดียว
ถ้านายจ้างเป็นผู้เรียกเงินเอง ต้องดูกฎหมายฉบับเดียวกันหรือไม่
ต้องตรวจลักษณะเจ้าหนี้และที่มาของหนี้ก่อน ไม่ควรเหมารวมว่าการเรียกเงินระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างทุกเรื่องอยู่ภายใต้กฎหมายการทวงถามหนี้โดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น เงินกู้สวัสดิการ เงินทดรอง หรือเงินที่นายจ้างกล่าวอ้างว่าเป็นค่าเสียหาย อาจมีข้อเท็จจริงและประเด็นกฎหมายต่างกัน
กรมการปกครองอธิบายขอบเขตผู้ทวงถามหนี้โดยพิจารณาประเภทเจ้าหนี้และหนี้จากการค้าปกติหรือปกติธุระด้วย เมื่อมีข้อสงสัยจึงควรให้หน่วยงานรับเรื่องหรือผู้เชี่ยวชาญตรวจขอบเขตการใช้กฎหมาย ส่วนประเด็นการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลยังต้องตรวจตาม PDPA แยกต่างหาก ดู คำอธิบายสรุปสาระสำคัญของกรมการปกครอง

เบอร์โทรศัพท์เป็นข้อมูลของใคร ใครควรเป็นคนทักท้วง
เหตุการณ์เดียวอาจเกี่ยวกับข้อมูลของสองคน พนักงานเป็นเจ้าของข้อมูลเกี่ยวกับตน เช่น สถานะหนี้และประวัติการชำระเงิน ส่วนผู้ติดต่อฉุกเฉินเป็นเจ้าของชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของตนเอง แต่ละคนจึงควรระบุให้ชัดว่ากำลังทักท้วงการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนใด
พนักงานสามารถถามบริษัทว่าเหตุใดจึงเปิดเผยเรื่องหนี้ของตน และแจ้งปัญหาการใช้รายชื่อผู้ติดต่อฉุกเฉินได้ ส่วนการขอเข้าถึง คัดค้าน หรือขอลบเบอร์โทรศัพท์ในฐานะเจ้าของข้อมูล ควรให้เจ้าของเบอร์ยื่นเอง หรือมอบอำนาจให้ดำเนินการอย่างเหมาะสม
การที่พนักงานเป็นผู้กรอกเบอร์ของคนในครอบครัวไม่ได้หมายความว่าพนักงานมีอำนาจให้ความยินยอมแทนเจ้าของเบอร์ได้ทุกเรื่อง บริษัทต้องพิจารณาหลักเกณฑ์การเก็บข้อมูลจากแหล่งอื่นตามมาตรา 25 รวมถึงฐานกฎหมายและหน้าที่แจ้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องด้วย การเก็บข้อมูลจากผู้อื่นจึงไม่ใช่การเก็บข้อมูลนอกความคุ้มครองของ PDPA ดู มาตรา 25 และสิทธิของเจ้าของข้อมูลตามกฎหมาย

วิธีทักท้วงเมื่อบริษัทนำข้อมูลผู้ติดต่อฉุกเฉินไปตามหนี้
1. เก็บเอกสารตอนให้ข้อมูลและหลักฐานการติดต่อ
เริ่มจากใบสมัครงาน แบบประวัติพนักงาน หรือหน้าระบบที่มีช่องผู้ติดต่อฉุกเฉิน เก็บประกาศความเป็นส่วนตัวฉบับที่เกี่ยวข้องกับวันที่ให้ข้อมูลด้วย หากหาไม่พบ ให้ขอสำเนาจาก HR และระบุว่าต้องการฉบับที่ใช้ในช่วงเวลานั้น เพราะข้อความบนเว็บไซต์ปัจจุบันอาจเปลี่ยนไปแล้ว
หลักฐานการติดต่อควรมีวัน เวลา หมายเลขโทรศัพท์ ชื่อผู้ติดต่อ หน่วยงานที่อ้างถึง และสาระที่แจ้งกับผู้รับสาย แยกให้ออกว่าเป็นการถามช่องทางติดต่อ บอกยอดหนี้ ฝากให้เร่งจ่าย หรือเรียกร้องให้ผู้รับสายชำระแทน หากมีข้อความหรือไฟล์เสียงที่ได้รับมาโดยชอบ ให้เก็บต้นฉบับไว้และอย่าแก้ไขเนื้อหา
หากยังไม่ทราบว่าเบอร์มาจากบริษัทจริงหรือไม่ ให้บันทึกว่าเป็นข้อสงสัยก่อน การที่เจ้าหนี้โทรถึงญาติยังไม่พิสูจน์ว่าฝ่ายบุคคลเป็นผู้ส่งข้อมูลเสมอไป เจ้าหนี้อาจมีข้อมูลจากเอกสารอื่น การขอให้ตรวจสอบเส้นทางข้อมูลจะช่วยให้ทักท้วงถูกฝ่าย
2. แจ้งปัญหาเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังผู้รับผิดชอบ
ส่งถึง HR และช่องทางรับคำขอเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท หากมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ DPO ให้ส่งสำเนาถึงด้วย ควรใช้ช่องทางที่เก็บหลักฐานวันส่งและการรับเรื่องได้ โดยจำกัดผู้รับไว้เฉพาะผู้เกี่ยวข้อง
เขียนข้อเท็จจริงให้กระชับ เช่น “เมื่อวันที่… ผู้ติดต่อฉุกเฉินของข้าพเจ้าได้รับสายจากผู้ที่ระบุว่าเป็นฝ่าย… และได้รับแจ้งเรื่อง…” จากนั้นอธิบายว่าข้อมูลดังกล่าวกรอกไว้ในแบบฟอร์มใด และวัตถุประสงค์ที่เข้าใจในขณะนั้นคืออะไร
3. ขอคำชี้แจงที่ตรวจสอบต่อได้
คำถามที่ช่วยให้ได้คำตอบตรงประเด็นมีดังนี้
- บริษัทได้ชื่อและเบอร์โทรศัพท์จากแหล่งใด และใช้ข้อมูลรายการใดในการติดต่อครั้งนี้
- วัตถุประสงค์และฐานกฎหมายของการนำข้อมูลไปติดตามหนี้คืออะไร
- หากอ้างความยินยอม ได้รับจากใคร เมื่อใด และมีข้อความขอบเขตอย่างไร
- มีการส่งข้อมูลให้ฝ่ายใดหรือองค์กรใดบ้าง เพื่อทำอะไร และจะเก็บไว้นานเท่าใด
- บริษัทจะหยุดหรือแก้ไขการใช้ข้อมูลที่ถูกทักท้วงอย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบติดตามผล
รายการนี้เป็นคำขอให้บริษัทชี้แจงและตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่าผู้ร้องมีสิทธิรับเอกสารภายในทุกฉบับโดยไม่มีข้อจำกัด สำหรับคำขอเข้าถึงข้อมูล ให้ระบุว่าต้องการข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน และยอมให้ปกปิดข้อมูลของบุคคลอื่นเท่าที่จำเป็น
4. เลือกใช้สิทธิให้ตรงกับเหตุการณ์
หากบริษัทอาศัยความยินยอม เจ้าของข้อมูลอาจถอนความยินยอมสำหรับวัตถุประสงค์นั้นได้ตามเงื่อนไขกฎหมาย แต่ถ้าบริษัทอ้างฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นที่ควรพิจารณาคือสิทธิคัดค้านตามมาตรา 32 พร้อมอธิบายผลกระทบ เช่น ผู้รับสายไม่เกี่ยวข้องกับหนี้ หรือมีช่องทางติดต่อพนักงานโดยตรงอยู่แล้ว
สิทธิคัดค้านมีข้อยกเว้น เช่น บริษัทพิสูจน์เหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่สำคัญยิ่งกว่า หรือการใช้ข้อมูลเพื่อสิทธิเรียกร้องตามเงื่อนไขกฎหมาย ส่วนการขอระงับการใช้ตามมาตรา 34 ก็ต้องเข้าเหตุที่กำหนด เช่น ระหว่างพิสูจน์เหตุเพื่อปฏิเสธการคัดค้าน
จึงควรแยกคำขอให้หยุดติดต่อชั่วคราวเพื่อป้องกันผลกระทบ ออกจากการอ้างสิทธิตามมาตราเฉพาะ ดู มาตรา 19, 32 และ 34 ของ PDPA
5. ขอหยุดใช้ส่วนที่มีปัญหา โดยเก็บหลักฐานที่จำเป็นไว้
คำขอที่ชัดเจนอาจเป็น “ขอหยุดนำเบอร์ผู้ติดต่อฉุกเฉินไปโทรติดตามหนี้ และหยุดเปิดเผยรายละเอียดหนี้แก่บุคคลดังกล่าวระหว่างตรวจสอบ” พร้อมแจ้งช่องทางที่บริษัทติดต่อพนักงานได้โดยตรง วิธีนี้ช่วยให้บริษัทแยกปัญหาการติดต่อออกจากการตรวจสอบยอดเงินได้
ไม่ควรเริ่มด้วยการขอลบเอกสารทุกอย่าง เพราะเอกสารบางส่วนอาจจำเป็นต่อการพิสูจน์เหตุการณ์ หรือบริษัทอาจมีหน้าที่และเหตุทางกฎหมายให้เก็บรักษาได้ สิทธิขอลบตามมาตรา 33 มีเงื่อนไขและข้อยกเว้น รวมถึงการใช้เพื่อสิทธิเรียกร้องหรือการปฏิบัติตามกฎหมายตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
6. ขอเลขรับเรื่องและกำหนดวันติดตาม
ขอให้บริษัทแจ้งผู้รับผิดชอบ เลขรับเรื่อง และวันที่คาดว่าจะตอบกลับ อาจเสนอให้แจ้งผลเบื้องต้นภายใน 7 วันทำการ โดยระบุว่าเป็นกรอบเวลาที่ขอเพื่อประสานงาน ไม่ใช่กำหนดเวลาที่กฎหมายบังคับสำหรับคำร้องทุกประเภท
สำหรับคำขอเข้าถึงและรับสำเนาข้อมูลตามมาตรา 30 ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ตัวบทกำหนดให้ดำเนินการโดยไม่ชักช้าและไม่เกิน 30 วันนับแต่ได้รับคำขอ ทั้งนี้ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องด้วย
อย่านำกรอบนี้ไปตีความว่าบริษัทสามารถรอ 30 วันก่อนหยุดการใช้ข้อมูลที่ไม่ชอบได้เสมอ เพราะเป็นคนละประเด็นกับระยะเวลาดำเนินการตามคำขอเข้าถึงข้อมูล ดู มาตรา 30 ของ PDPA
ตัวอย่างหนังสือทักท้วงสำหรับพนักงาน
ข้อความต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติ ควรแก้ส่วนในวงเล็บให้ตรงกับเหตุการณ์ และตัดประโยคที่ไม่ตรงกับเอกสารจริงออกก่อนส่ง
เรื่อง ขอให้ตรวจสอบการใช้ข้อมูลผู้ติดต่อฉุกเฉินและการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับข้าพเจ้า
เรียน ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและผู้รับผิดชอบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ข้าพเจ้า [ชื่อ/รหัสพนักงาน] ได้ให้ข้อมูลผู้ติดต่อฉุกเฉินใน [ชื่อแบบฟอร์ม] เมื่อ [วันที่หรือช่วงเวลา] โดยคำชี้แจงที่ได้รับระบุว่าใช้เพื่อ [วัตถุประสงค์ตามเอกสาร]
เมื่อ [วันและเวลา] บุคคลดังกล่าวได้รับการติดต่อจาก [ชื่อหรือหน่วยงานที่ผู้ติดต่อแจ้ง] โดยมีการ [สรุปเหตุการณ์ตามจริง] ข้าพเจ้าจึงขอให้บริษัทตรวจสอบว่าข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อได้มาจากแหล่งใด และมีการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับข้าพเจ้าอย่างไร
ขอให้บริษัทชี้แจงวัตถุประสงค์ ฐานกฎหมาย และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลครั้งนี้ รวมถึงผู้รับข้อมูลและแนวทางแก้ไข หากบริษัทอาศัยความยินยอม ขอให้ระบุผู้ให้ความยินยอม วันที่ และขอบเขตที่เกี่ยวข้องด้วย
ระหว่างตรวจสอบ ขอให้หยุดใช้ข้อมูลผู้ติดต่อฉุกเฉินเพื่อติดตามหนี้ และหยุดเปิดเผยรายละเอียดหนี้ของข้าพเจ้าแก่บุคคลดังกล่าว โดยบริษัทสามารถติดต่อข้าพเจ้าโดยตรงที่ [ช่องทางติดต่อ]
ข้าพเจ้าขอเข้าถึงและรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ตามสิทธิและขอบเขตที่กฎหมายกำหนด พร้อมขอให้เก็บรักษาหลักฐานการเข้าถึง การส่งต่อ และการติดต่อไว้เพื่อการตรวจสอบ
หนังสือนี้มุ่งทักท้วงการใช้ข้อมูลและการติดต่อบุคคลอื่น มิใช่การยอมรับยอดหนี้หรือเงื่อนไขที่ยังมีข้อโต้แย้ง สำหรับการใช้สิทธิเกี่ยวกับข้อมูลของผู้ติดต่อฉุกเฉิน บุคคลดังกล่าวจะดำเนินการเองหรือมอบอำนาจตามความเหมาะสม
โปรดยืนยันการรับเรื่อง แจ้งผู้รับผิดชอบ และกำหนดเวลาตอบกลับ หากไม่สามารถดำเนินการตามคำขอส่วนใด ขอให้ชี้แจงเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร
ขอแสดงความนับถือ
[ชื่อและวันที่]
ผู้ติดต่อฉุกเฉินควรตอบอย่างไรเมื่อได้รับสาย
ผู้รับสายไม่จำเป็นต้องรีบตกลงรับผิดชอบแทนเพราะเกรงว่าจะทำให้พนักงานมีปัญหา ควรถามชื่อผู้ติดต่อ บริษัท และวัตถุประสงค์ก่อน แล้วชี้แจงสถานะของตนตามจริง ตัวอย่างเช่น
“ดิฉัน/ผมเป็นผู้ติดต่อฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้กู้ร่วมหรือผู้ค้ำประกันในเรื่องที่แจ้ง กรุณาติดต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง ขอทราบว่าบริษัทได้เบอร์นี้จากที่ใด และขอช่องทางยื่นคำขอเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลด้วย”
หากต้องการติดตามเป็นลายลักษณ์อักษร สามารถเขียนเพิ่มเติมว่า
“ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของหมายเลข [หมายเลขที่ได้รับการติดต่อ] ขอให้ชี้แจงแหล่งที่มา วัตถุประสงค์ และฐานกฎหมายในการนำข้อมูลของข้าพเจ้ามาใช้ติดตามหนี้ของบุคคลอื่น
หากอาศัยฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ข้าพเจ้าขอคัดค้านการใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว เนื่องจาก [เหตุผลตามจริง] และขอให้ระงับการใช้ระหว่างพิสูจน์เหตุเพื่อปฏิเสธการคัดค้านตามเงื่อนไขกฎหมาย โปรดแจ้งผลและเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร”
ควรใช้ข้อความเรื่องไม่เป็นผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันเฉพาะเมื่อเป็นข้อเท็จจริง หากบริษัทอ้างว่ามีสัญญาอีกฉบับ ให้ขอสำเนามาตรวจสอบก่อน ทั้งพนักงานและผู้รับสายควรใช้ช่องทางทางการของบริษัทที่ตรวจสอบแล้ว และส่งเอกสารยืนยันตัวตนเท่าที่จำเป็นต่อคำขอ
หากบริษัทไม่แก้ไข ควรร้องเรียนที่ไหน
ปัญหาการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
เจ้าของข้อมูลมีสิทธิร้องเรียนตามมาตรา 73 เมื่อเห็นว่ามีการฝ่าฝืน PDPA โดยติดต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. เพื่อยื่นเรื่องตามช่องทางและขั้นตอนที่กำหนด สำนักงานเผยแพร่หมายเลข 02-111-8800 โดยมีช่องทางเรื่องร้องเรียน ดู ข้อมูลติดต่อที่ สคส. ประกาศ
เตรียมสรุปเหตุการณ์ตามลำดับเวลา หลักฐานที่มาของข้อมูล หนังสือทักท้วง คำตอบจากบริษัทถ้ามี และผลกระทบที่เกิดขึ้น ระบุให้ชัดว่าร้องเรียนเรื่องข้อมูลของใคร หากมีทั้งพนักงานและผู้ติดต่อฉุกเฉินได้รับผลกระทบ ควรแยกข้อเท็จจริงและคำขอของแต่ละคนให้ตรวจสอบได้
ปัญหาพฤติกรรมทวงถามหนี้
กรณีที่อยู่ภายใต้กฎหมายการทวงถามหนี้ สามารถยื่นเรื่องเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ที่ ที่ว่าการอำเภอหรือสถานีตำรวจ ตามมาตรา 30 หากมีการข่มขู่หรือคุกคามความปลอดภัย ควรติดต่อเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องรอคำตอบจากบริษัท ดู มาตรา 30 ในกฎหมายที่กรมการปกครองเผยแพร่
หากเกี่ยวกับธนาคารหรือผู้ให้บริการทางการเงินภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถสอบถามหรือร้องเรียนผ่าน BOT Contact Center โทร. 1213 เพิ่มเติมได้ โดยควรแจ้งรายละเอียดผู้ให้บริการและเลขรับเรื่องที่เคยติดต่อไว้ ดู ช่องทางติดต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
หากยื่นหลายช่องทาง ควรแจ้งหน่วยงานว่ามีเรื่องใดอยู่ระหว่างพิจารณาที่ไหนแล้ว เพราะประเด็นใช้ข้อมูล ประเด็นพฤติกรรมทวงหนี้ และข้อพิพาทยอดเงินอาจเกี่ยวข้องกับอำนาจของคนละหน่วยงาน

สิ่งที่ HR และนายจ้างควรแก้เมื่อพบปัญหานี้
สำหรับองค์กร การตอบว่า “พนักงานกรอกมาเอง” ยังไม่ตอบคำถามเรื่องสิทธิใช้ข้อมูล ควรเริ่มจากหยุดการติดต่อที่มีข้อสงสัยตามความเหมาะสม เก็บหลักฐาน และให้ผู้รับผิดชอบตรวจว่าข้อมูลถูกนำไปใช้จากระบบใด ใครมีสิทธิเข้าถึง และมีการส่งต่อออกนอกบริษัทหรือไม่
แยกข้อมูลเพื่อเหตุฉุกเฉินออกจากกระบวนการติดตามเงิน หากมีโครงการเงินกู้สวัสดิการ ควรจัดทำเอกสารและคำชี้แจงสำหรับโครงการนั้นให้ชัด ไม่ดึงรายชื่อญาติจากแฟ้มประวัติพนักงานไปใช้โดยไม่ตรวจวัตถุประสงค์และฐานกฎหมาย
การปรับระบบควรครอบคลุมสิทธิการเข้าถึงของฝ่ายบุคคล บัญชี ผู้บังคับบัญชา และผู้รับจ้างภายนอก รวมถึงแนวทางตอบเมื่อเจ้าหนี้โทรมาขอข้อมูลพนักงาน เจ้าหน้าที่หน้าสำนักงานควรมีวิธีส่งเรื่องให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบ แทนการเปิดแฟ้มแล้วแจ้งเบอร์ญาติทันที
หลังตรวจสอบ ควรตอบผู้ได้รับผลกระทบให้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น ข้อมูลใดถูกใช้ ส่งให้ใคร และแก้ไขแล้วอย่างไร หากพบการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ต้องประเมินหน้าที่ตามมาตรา 37 และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยไม่ถือว่าคำขอโทษเพียงอย่างเดียวทำให้ขั้นตอนตรวจสอบครบถ้วน ดู หน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลตาม PDPA
ข้อผิดพลาดที่ทำให้การทักท้วงไม่ตรงจุด
กล่าวหาบริษัทก่อนรู้แหล่งที่มาของเบอร์ ทำให้ข้อร้องเรียนเริ่มจากข้อสรุปที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ควรระบุสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แล้วขอให้ตรวจสอบที่มาของข้อมูล
ใช้คำว่า “ไม่ยินยอม” โดยไม่ถามฐานกฎหมาย อาจทำให้บริษัทตอบเพียงว่าไม่ได้อาศัยความยินยอม คำทักท้วงจึงควรครอบคลุมวัตถุประสงค์ ความจำเป็น การเปิดเผย และสิทธิที่ตรงกับฐานกฎหมายด้วย
ขอให้ลบข้อมูลทั้งหมดทันที อาจกระทบหลักฐานที่ต้องใช้ หรือครอบคลุมเอกสารที่ยังมีเหตุให้เก็บรักษา ควรระบุข้อมูลและวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้หยุดใช้ให้ชัด
คิดว่าการร้องเรียนทำให้ไม่ต้องจัดการหนี้ เป็นการนำสองเรื่องมาปะปนกัน การทักท้วงการใช้ข้อมูลไม่ได้ทำให้หนี้ที่มีอยู่โดยชอบสิ้นสุดลง พนักงานยังควรตรวจสอบยอดเงิน โต้แย้งรายการที่ไม่ถูกต้อง หรือเจรจาเงื่อนไขผ่านช่องทางของตนเอง
เผยแพร่เอกสารเต็มชุดลงโซเชียล อาจทำให้ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และข้อมูลของคนในครอบครัวถูกเปิดเผยเพิ่ม ควรใช้หลักฐานกับผู้รับผิดชอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน โดยปกปิดข้อมูลส่วนที่ไม่จำเป็น
เริ่มจากขอให้หยุดใช้ข้อมูลส่วนที่มีปัญหา แล้วติดตามให้มีคำตอบ
เมื่อผู้ติดต่อฉุกเฉินถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับหนี้ สิ่งที่ทำได้ทันทีคือรวบรวมเอกสารตอนให้ข้อมูล บันทึกการติดต่อ และส่งหนังสือทักท้วงที่ระบุเหตุการณ์กับคำขออย่างชัดเจน ให้บริษัทตอบทั้งเรื่องที่มาของข้อมูล เหตุที่นำมาใช้ และวิธีแก้ไข พร้อมแจ้งช่องทางติดต่อพนักงานโดยตรง
หากคำตอบไม่ชัดเจนหรือยังเกิดเหตุซ้ำ ให้นำหลักฐานเดิมและเหตุการณ์เพิ่มเติมยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยแยกสิทธิของพนักงานกับผู้ติดต่อฉุกเฉินให้ถูกต้อง เป้าหมายคือให้การจัดการข้อพิพาทเรื่องเงินดำเนินไปโดยเคารพข้อมูลและสิทธิของทุกคนที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย
กรอกชื่อแม่เป็นผู้ติดต่อฉุกเฉิน บริษัทโทรไปบอกยอดหนี้ได้เลยหรือไม่
การมีชื่อในช่องผู้ติดต่อฉุกเฉินยังไม่ทำให้บริษัทเปิดเผยยอดหนี้ได้โดยอัตโนมัติ ต้องตรวจวัตถุประสงค์ ฐานกฎหมาย และข้อเท็จจริงการติดต่อ สำหรับกฎหมายการทวงถามหนี้ ข้อยกเว้นการชี้แจงกับบุพการีมีเงื่อนไขว่าบุคคลนั้นถามถึงสาเหตุที่ติดต่อ และชี้แจงได้เท่าที่จำเป็นและเหมาะสม กรณีเฉพาะจึงอาจต่างกัน
บริษัทอ้างว่าให้ข้อมูลมาเอง ถือว่ายินยอมแล้วหรือไม่
ต้องดูว่าขณะให้ข้อมูลมีข้อความอะไร ใครเป็นเจ้าของข้อมูล และบริษัทอาศัยฐานใด การกรอกข้อมูลกับการให้ความยินยอมครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อเป็นข้อมูลของบุคคลอื่น
โทรภายในบริษัท ไม่ได้ส่งให้คนนอก ยังเกี่ยวกับ PDPA หรือไม่
เกี่ยวข้องได้ เพราะกฎหมายกำกับทั้งการเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูล การที่ฝ่ายบัญชีเข้าถึงข้อมูลที่ HR เก็บไว้จึงต้องมีขอบเขตและเหตุรองรับ ไม่ได้พิจารณาเฉพาะการส่งข้อมูลออกนอกบริษัทเท่านั้น
ขอให้หยุดโทรหาผู้ติดต่อฉุกเฉินแล้ว บริษัทต้องลบสัญญากู้ด้วยหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น คำขอหยุดใช้เบอร์เพื่อการติดต่อกับคำขอลบเอกสารสัญญามีขอบเขตต่างกัน ตาม PDPA การลบข้อมูลมีเงื่อนไขและข้อยกเว้น บริษัทอาจยังเก็บเอกสารที่จำเป็นเพื่อสิทธิเรียกร้องหรือหน้าที่ตามกฎหมายได้ ขึ้นอยู่กับกรณี
พนักงานยื่นเรื่องแทนเจ้าของเบอร์ได้หรือไม่
พนักงานแจ้งเหตุและใช้สิทธิเกี่ยวกับข้อมูลของตนได้ ส่วนการดำเนินการแทนเจ้าของเบอร์ควรมีการมอบอำนาจที่เหมาะสม หรือให้เจ้าของเบอร์ยื่นคำขอด้วยตนเอง เพื่อให้บริษัทตรวจสอบตัวตนและขอบเขตคำขอได้ถูกต้อง
ร้องเรียน PDPA แล้วหนี้จะถูกยกเลิกหรือได้รับเงินชดเชยทันทีหรือไม่
ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ การร้องเรียนเรื่องข้อมูลไม่ได้ตัดสินว่าหนี้มีอยู่หรือไม่ ส่วนการเรียกค่าเสียหายต้องพิจารณาเหตุละเมิด ความเสียหาย และกระบวนการตามกฎหมายแยกต่างหาก ไม่มีผลสำเร็จหรือจำนวนเงินที่รับรองได้จากการยื่นเรื่องเพียงอย่างเดียว
รายละเอียดกฎหมายสำหรับ FAQ อ่านประกอบได้จาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และ กฎหมายการทวงถามหนี้ที่กรมการปกครองเผยแพร่ การประเมินเหตุการณ์จริงต้องพิจารณาเอกสารและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี