Remote Work กับ Hybrid Work ต่างกันอย่างไร และเหมาะกับใคร

Remote Work คือการทำงานจากนอกสำนักงาน ส่วน Hybrid Work คือการทำงานที่ผสมระหว่างการเข้าสำนักงานกับการทำงานจากนอกสำนักงาน ความต่างที่ควรพิจารณาจึงอยู่ที่ความถี่ในการเข้าออฟฟิศ เงื่อนไขสถานที่ และวิธีประสานงานกับทีม โดย Hybrid Work มีการทำงานทางไกลเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการทำงานอยู่แล้ว ตามการแบ่งประเภทของ GOV.UK

สำหรับคนหางาน คำถามสำคัญคือรูปแบบใดช่วยให้ทำงานได้ดี และสอดคล้องกับชีวิตจริงของตนเอง คนที่มีพื้นที่ทำงานสงบ จัดการเวลาได้ และทำงานผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก อาจเหมาะกับ Remote Work ขณะที่คนที่ต้องการพบทีมเป็นระยะ ใช้อุปกรณ์สำนักงาน หรือเรียนรู้งานผ่านการลงมือทำร่วมกัน อาจเหมาะกับ Hybrid Work มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ชื่อตำแหน่งหรือข้อความว่า “ทำงานยืดหยุ่น” ในประกาศงานยังไม่เพียงพอสำหรับตัดสินใจ ต้องดูรายละเอียดว่าเข้าออฟฟิศกี่วัน เลือกวันเองได้หรือไม่ ทำจากจังหวัดอื่นได้หรือเปล่า และบริษัทคาดหวังให้ติดต่อได้ในช่วงเวลาใด เพราะเงื่อนไขเหล่านี้ส่งผลต่อทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย และคุณภาพชีวิตหลังเริ่มงาน

Remote Work คืออะไร

Remote Work หรือการทำงานทางไกล หมายถึงการปฏิบัติงานจากสถานที่นอกสำนักงานหรือสถานประกอบการ โดยอาจเป็นบ้านหรือสถานที่อื่นที่ตกลงกับนายจ้าง และใช้การสื่อสารหรือระบบงานที่ช่วยให้ทำงานร่วมกันได้แม้อยู่คนละแห่ง ตามคำอธิบายของ Acas

คำว่า Remote Work เพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าตำแหน่งนั้นทำงานนอกสำนักงานทุกวัน หากประกาศใช้คำว่า Fully Remote ผู้สมัครก็ควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีการเข้าอบรม รับอุปกรณ์ หรือพบทีมเป็นครั้งคราวหรือไม่ เพื่อให้เข้าใจเงื่อนไขตรงกัน

ตัวอย่างสมมติคือพนักงานออกแบบที่รับโจทย์ผ่านระบบงาน ส่งไฟล์ให้ทีมตรวจ และนำเสนอผลงานผ่านวิดีโอคอล งานส่วนใหญ่จึงทำจากนอกสำนักงานได้ แต่บริษัทอาจกำหนดให้ทำงานภายในประเทศไทยและพร้อมประชุมตามเวลาที่ตกลงกัน

Remote Work ต่างจาก Work from Home อย่างไร

Work from Home หรือ WFH ระบุสถานที่ว่าเป็น “บ้าน” ขณะที่ Remote Work มีความหมายกว้างกว่าและอาจรวมสถานที่อื่นที่ได้รับอนุญาตด้วย พนักงาน Hybrid ที่ทำงานจากบ้านในบางวันจึงกำลังทำทั้ง WFH และ Remote Work ในวันนั้น

ส่วน Work from Anywhere สื่อถึงความยืดหยุ่นด้านสถานที่มากขึ้น แต่ยังต้องอ่านขอบเขตจริงของบริษัท เช่น อนุญาตภายในประเทศเท่านั้น ห้ามใช้พื้นที่สาธารณะสำหรับข้อมูลบางประเภท หรือจำเป็นต้องขออนุมัติก่อนย้ายสถานที่ทำงาน

ความยืดหยุ่นเรื่องสถานที่กับความยืดหยุ่นเรื่องเวลาเป็นคนละเงื่อนไข งาน Remote อาจกำหนดเวลาเริ่มงาน เลิกงาน และช่วงให้บริการลูกค้าอย่างชัดเจน ผู้สมัครจึงไม่ควรตีความว่าทำงานจากบ้านแล้วสามารถเลือกทำงานเวลาใดก็ได้

Hybrid Work คืออะไร และมีกี่รูปแบบ

Hybrid Work คือการจัดงานให้มีทั้งช่วงที่พนักงานเข้าสำนักงานและช่วงที่ทำงานจากนอกสำนักงาน สัดส่วนและตารางขึ้นอยู่กับข้อตกลงของแต่ละองค์กร ไม่มีความหมายตายตัวว่าต้องเข้าออฟฟิศสองหรือสามวันต่อสัปดาห์

ในทางปฏิบัติ องค์กรอาจออกแบบตารางได้หลายลักษณะ ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นแนวทางจัดงาน ไม่ใช่ข้อกำหนดมาตรฐานที่ทุกบริษัทต้องใช้

  • กำหนดวันเข้าออฟฟิศแน่นอน: เช่น เข้าออฟฟิศทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี ช่วยให้พนักงานวางแผนเดินทางและนัดพบทีมได้ล่วงหน้า
  • กำหนดจำนวนวัน แต่ให้เลือกวันได้: เช่น เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละสองวัน โดยต้องประสานกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมทีมก่อน
  • จัดตามทีมและกิจกรรม: เช่น เข้าสำนักงานในวันเริ่มโครงการ ฝึกอบรม หรือทำงานที่ต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกัน และทำงานจากนอกสำนักงานในวันที่เหมาะกับการทำงานต่อเนื่อง

Hybrid Work ที่มีประสิทธิภาพควรทำให้พนักงานรู้ว่า “เข้าออฟฟิศเพื่อทำอะไร” หากทุกคนเดินทางมาแล้วต่างคนต่างประชุมออนไลน์ตลอดวัน องค์กรควรทบทวนว่าการจัดวันเข้าทำงานช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกันตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่

เปรียบเทียบ Remote Work กับ Hybrid Work

การเปรียบเทียบต่อไปนี้ใช้ Remote Work ในความหมายของงานที่ทำจากนอกสำนักงานเป็นหลัก เพื่อให้เห็นความแตกต่างในการทำงานและการใช้ชีวิต โดยต้องยึดเงื่อนไขของตำแหน่งที่สมัครเป็นสำคัญ

1. สถานที่ทำงาน

Remote Work: ทำงานจากนอกสำนักงานเป็นหลัก เช่น บ้านหรือสถานที่ที่ตกลงกับนายจ้าง ต้องตรวจสอบว่าบริษัทอนุญาตให้ทำงานจากพื้นที่ใดบ้าง

Hybrid Work: สลับระหว่างการเข้าสำนักงานกับการทำงานจากนอกสำนักงาน ตามวันและเงื่อนไขที่บริษัทกำหนดหรือตกลงร่วมกัน

2. การเดินทาง

Remote Work: อาจลดการเดินทางเหลือเฉพาะวันที่ต้องพบทีม อบรม หรือเข้าร่วมกิจกรรม แต่ควรสอบถามความถี่และผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน

Hybrid Work: ยังต้องเดินทางตามวันเข้าออฟฟิศ จึงควรคำนวณทั้งค่าเดินทางและเวลาที่ใช้ รวมถึงตรวจสอบว่าสามารถเลือกวันเข้าออฟฟิศเองได้หรือไม่

3. การประสานงาน

Remote Work: ใช้ระบบออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการรับงาน ประชุม และส่งผลงาน จึงควรมีการบันทึกข้อมูลและแจ้งความคืบหน้าอย่างชัดเจน

Hybrid Work: ใช้ทั้งการพบกันในสำนักงานและการสื่อสารออนไลน์ ทีมควรบันทึกข้อสรุปไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อให้คนที่ทำงานจากนอกสำนักงานได้รับข้อมูลครบถ้วน

4. พื้นที่ทำงานส่วนตัว

Remote Work: ต้องเตรียมพื้นที่ให้พร้อมสำหรับการทำงานเป็นประจำ ทั้งโต๊ะทำงาน อินเทอร์เน็ต และความเป็นส่วนตัวเมื่อต้องประชุมหรือเข้าถึงข้อมูลบริษัท

Hybrid Work: ต้องมีพื้นที่พร้อมสำหรับวันที่ทำงานจากนอกสำนักงานเช่นกัน และควรวางแผนการใช้งานหรือขนย้ายอุปกรณ์ระหว่างสองสถานที่

5. การเข้าถึงอุปกรณ์สำนักงาน

Remote Work: ต้องตกลงเรื่องการจัดส่งอุปกรณ์ การเข้าถึงระบบ และการขอความช่วยเหลือเมื่ออุปกรณ์มีปัญหา หากต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะในสำนักงาน อาจต้องนัดหมายล่วงหน้า

Hybrid Work: สามารถจัดงานที่ต้องใช้อุปกรณ์หรือเอกสารในสำนักงานไว้ในวันเข้าออฟฟิศได้ โดยประสานตารางให้สอดคล้องกับผู้เกี่ยวข้อง

6. เงื่อนไขที่ควรตรวจสอบก่อนรับงาน

Remote Work: ตรวจสอบสถานที่ที่อนุญาต เวลาทำงาน ช่วงที่ต้องพร้อมติดต่อ การพบทีม และผู้รับผิดชอบค่าอุปกรณ์หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง

Hybrid Work: ตรวจสอบจำนวนวันเข้าออฟฟิศ ผู้กำหนดวัน ระยะเวลาแจ้งเปลี่ยนตาราง และเงื่อนไขในช่วงเริ่มงานว่าต่างจากช่วงทำงานปกติหรือไม่

Remote Work เหมาะกับใคร

คนที่งานสามารถส่งมอบและตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์ได้

งานที่มีโจทย์ชัด มีข้อมูลพร้อม และตรวจสอบผลงานผ่านระบบได้ เป็นเงื่อนไขที่เอื้อต่อการทำงานทางไกล เช่น การเขียนโปรแกรม ออกแบบกราฟิก เขียนเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูล หรือดูแลลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ต้องดูหน้าที่จริงมากกว่าชื่อตำแหน่ง นักออกแบบบางคนต้องถ่ายภาพสินค้าในสตูดิโอ นักการตลาดบางคนต้องจัดกิจกรรมหน้างาน และพนักงานบัญชีบางคนต้องตรวจเอกสารต้นฉบับ จึงอาจทำทางไกลได้เฉพาะบางส่วน

วิธีประเมินคือแยกงานในหนึ่งสัปดาห์ออกเป็นงานที่ทำผ่านระบบได้ งานที่ต้องรอคนอื่น และงานที่ต้องอยู่ในสถานที่จริง หากงานกลุ่มสุดท้ายมีน้อยและวางแผนได้ การทำงานทางไกลเป็นหลักอาจจัดได้ง่ายขึ้น

คนที่จัดลำดับงานและสื่อสารความคืบหน้าได้

พนักงาน Remote ควรสามารถเริ่มงานตามแผน แจ้งอุปสรรคก่อนกระทบกำหนดส่ง และอธิบายสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น แจ้งว่า “รายงานส่วนวิเคราะห์เสร็จแล้ว เหลือข้อมูลยอดขายเดือนล่าสุด หากได้รับภายในบ่ายนี้จะส่งฉบับสมบูรณ์ได้พรุ่งนี้เช้า”

ความสามารถนี้ฝึกได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เคยทำงานทางไกลมาก่อนทั้งหมด บริษัทก็ควรมีผู้ตอบคำถาม คู่มือ และช่องทางขอความช่วยเหลือ เพื่อให้พนักงานรับผิดชอบงานได้โดยไม่ต้องคาดเดาขั้นตอนเอง

คนที่ต้องการลดภาระการเดินทางและมีพื้นที่ทำงานเหมาะสม

Remote Work อาจเหมาะกับผู้ที่ใช้เวลาเดินทางมาก หรือมีเหตุผลด้านชีวิตที่ต้องการพักอาศัยห่างจากสำนักงาน โดยต้องได้รับการยืนยันเรื่องพื้นที่ทำงานที่อนุญาตและเงื่อนไขการเรียกเข้าพบทีมก่อน

พื้นที่ทำงานไม่จำเป็นต้องเป็นห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ แต่ควรมีจุดนั่งทำงานที่ใช้งานได้จริง อินเทอร์เน็ตที่รองรับงาน และความเป็นส่วนตัวเพียงพอสำหรับการประชุมหรือดูข้อมูลบริษัท

สำหรับผู้มีภาระดูแลสมาชิกในครอบครัว เวลาที่ประหยัดจากการเดินทางอาจช่วยได้ แต่ยังควรวางแผนผู้ดูแลหรือช่วงรับผิดชอบให้สอดคล้องกับเวลางาน เพราะการทำงานจากบ้านยังมีหน้าที่และความคาดหวังที่ต้องรับผิดชอบเช่นเดิม

Hybrid Work เหมาะกับใคร

คนที่ต้องการเรียนรู้งานและพบผู้สอนเป็นระยะ

ผู้เริ่มงานใหม่ ผู้เปลี่ยนสายอาชีพ หรือคนที่ต้องเรียนรู้ขั้นตอนเฉพาะขององค์กร อาจได้ประโยชน์จากวันที่นั่งทำงานร่วมกับผู้สอน เห็นวิธีแก้ปัญหา และถามต่อได้ทันที โดยเฉพาะงานที่มีรายละเอียดซึ่งยังไม่ได้บันทึกไว้ในคู่มือ

อย่างไรก็ตาม การเข้าออฟฟิศจะช่วยได้ก็ต่อเมื่อมีผู้สอนและกิจกรรมที่เตรียมไว้ หากเข้าไปแล้วคนที่ต้องประสานงานอยู่คนละวัน ประโยชน์ด้านการเรียนรู้อาจลดลง ผู้สมัครจึงควรถามถึงแผนสอนงานควบคู่กับจำนวนวันเข้าออฟฟิศ

คนที่มีทั้งงานใช้สมาธิและงานประสานหลายฝ่าย

Hybrid อาจเหมาะกับตำแหน่งที่มีทั้งช่วงทำงานรายบุคคลและช่วงที่ต้องตัดสินใจร่วมกัน เช่น ผู้จัดการโครงการที่ต้องวางแผน ประสานฝ่ายต่าง ๆ และติดตามปัญหาซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายทีม

ตัวอย่างสมมติคือกำหนดวันเข้าออฟฟิศสำหรับประชุมเริ่มโครงการ ทบทวนงาน และแก้ประเด็นที่ยังเห็นไม่ตรงกัน ส่วนวันที่ทำจากบ้านใช้จัดทำแผน วิเคราะห์ข้อมูล หรือเตรียมเอกสารที่ต้องการสมาธิต่อเนื่อง

เงื่อนไขสำคัญคือทีมต้องจัดตารางให้สอดคล้องกัน และบันทึกข้อสรุปไว้ให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าถึงได้ แม้บางคนไม่ได้เข้าร่วมประชุมในห้องเดียวกัน

คนที่ต้องการพื้นที่สำนักงานช่วยจัดระเบียบชีวิต

บางคนทำงานได้ดีเมื่อมีวันออกจากบ้านและพบเพื่อนร่วมงานเป็นระยะ บางคนมีข้อจำกัดเรื่องเสียง พื้นที่ หรือความเป็นส่วนตัวที่บ้าน จึงต้องการใช้ออฟฟิศในวันที่มีงานสำคัญ

การเลือก Hybrid ด้วยเหตุผลเหล่านี้เป็นการเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับตัวเอง ไม่ควรตัดสินจากการเป็นคนชอบเข้าสังคมหรือชอบอยู่คนเดียวเพียงอย่างเดียว เพราะคุณภาพของทีมและลักษณะงานมีผลต่อประสบการณ์ทำงานด้วย

งานแบบใดอาจทำ Remote หรือ Hybrid ได้ยาก

งานที่ต้องให้บริการ ณ จุดปฏิบัติงาน ดูแลเครื่องจักร จัดการสินค้าจริง หรือเข้าถึงพื้นที่เฉพาะ อาจต้องทำในสถานที่เป็นหลัก เช่น งานหน้าร้าน งานครัว งานขนส่ง งานรักษาความปลอดภัย และงานตรวจนับสินค้าจริง

อย่างไรก็ตาม ในตำแหน่งเดียวกันอาจมีบางหน้าที่ที่ทำจากนอกสถานที่ได้ เช่น ผู้จัดการคลังสินค้ายังต้องตรวจพื้นที่และดูแลทีมหน้างาน แต่การวิเคราะห์รายงานหรือเตรียมแผนบางส่วนอาจทำผ่านระบบได้ หากองค์กรจัดกระบวนการรองรับ

สำหรับนายจ้าง การพิจารณาความยืดหยุ่นควรเริ่มจากภารกิจและข้อจำกัดจริงของแต่ละตำแหน่ง พร้อมอธิบายเกณฑ์ให้พนักงานเข้าใจ หากบางงานทำทางไกลไม่ได้ อาจพิจารณาความยืดหยุ่นด้านตารางหรือการสลับกะตามความเหมาะสมของงานแทน

ข้อดีและข้อจำกัดที่ควรมองให้ครบ

Remote Work: ลดการเดินทาง แต่ต้องมีระบบช่วยให้ทำงานร่วมกันได้

Remote Work อาจช่วยให้จัดสภาพแวดล้อมได้เหมาะกับงานและมีเวลาทำงานต่อเนื่องมากขึ้น แต่ประโยชน์นี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่จริงและวิธีจัดงานของทีม หากมีการเรียกประชุมตลอดวัน การทำงานจากบ้านก็อาจไม่ได้ช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น

ข้อจำกัดคือการรอคำตอบผ่านข้อความ ความเข้าใจคลาดเคลื่อน และความรู้สึกว่าไม่ทราบความเคลื่อนไหวของทีม นอกจากนี้ ค่าไฟ อินเทอร์เน็ต หรืออุปกรณ์บางอย่างอาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบเองตามข้อตกลง

อีกเรื่องที่ควรระวังคือการยืดเวลาทำงานเพราะโต๊ะทำงานอยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา แนวทางจัดการคือกำหนดเวลาเริ่มและเลิกงาน แจ้งช่วงที่พร้อมติดต่อ และตกลงช่องทางสำหรับเรื่องเร่งด่วนให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

Hybrid Work: ได้พบทีม แต่ต้องวางตารางและค่าใช้จ่ายสองสถานที่

Hybrid Work อาจช่วยให้เลือกใช้สถานที่ตามกิจกรรมได้ เช่น พบกันเพื่อฝึกงานและตัดสินใจร่วมกัน แล้วจัดวันทำงานทางไกลสำหรับงานรายบุคคล เงื่อนไขสำคัญคือผู้เกี่ยวข้องต้องมีตารางที่สอดคล้องกัน

ข้อจำกัดคืออาจต้องเตรียมอุปกรณ์สองแห่ง ขนอุปกรณ์ไปกลับ หรือปรับแผนชีวิตเมื่อบริษัทเปลี่ยนวันเข้าออฟฟิศ นอกจากนี้ หากการตัดสินใจสำคัญเกิดจากการคุยกันในสำนักงานโดยไม่มีบันทึก คนที่ทำงานทางไกลในวันนั้นอาจได้รับข้อมูลช้ากว่า

บริษัทควรกำหนดแหล่งเก็บข้อมูลกลาง บันทึกผู้รับผิดชอบและกำหนดส่งให้ชัด รวมถึงให้ผู้เข้าประชุมทางไกลมีโอกาสถามและแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม

งานวิจัยบอกว่า Hybrid Work ดีกว่าเสมอหรือไม่

งานวิจัยของ Nicholas Bloom, Ruobing Han และ James Liang ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Nature ปี 2024 ศึกษาพนักงานบริษัทเทคโนโลยีในจีน 1,612 คน ด้วยการทดลองแบบสุ่มเป็นเวลาหกเดือน พบว่ารูปแบบ Hybrid ที่ทำงานจากบ้านสองวันต่อสัปดาห์ช่วยเพิ่มความพึงพอใจและลดอัตราการลาออกประมาณหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับกลุ่มที่เข้าสำนักงานเต็มสัปดาห์ โดยไม่พบผลเสียต่อคะแนนประเมินผลงานตามการวิเคราะห์ของงานวิจัย อ่านได้จาก งานวิจัยต้นฉบับ

ผลนี้สนับสนุนว่าการทำงาน Hybrid สามารถเป็นทางเลือกที่ได้ผลในบริบทที่ศึกษา แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่า Hybrid ดีกว่า Fully Remote หรือเหมาะกับทุกอาชีพ เพราะเป็นการทดลองในองค์กรและกลุ่มงานเฉพาะ

ในทางปฏิบัติ องค์กรจึงควรทดลองและประเมินจากงานของตนเอง โดยดูทั้งคุณภาพงาน ความตรงต่อเวลา การประสานงาน และประสบการณ์ของพนักงาน ควบคู่กับข้อจำกัดของการให้บริการลูกค้า

วิธีเลือก Remote Work หรือ Hybrid Work ให้เหมาะกับตัวเอง

1. เริ่มจากเงื่อนไขที่จำเป็นต่อชีวิต

แยกสิ่งที่ “ต้องมี” ออกจากสิ่งที่ “อยากได้” เช่น หากไม่สามารถเดินทางเข้าสำนักงานทุกสัปดาห์ได้ งาน Hybrid ที่ต้องเข้าเป็นประจำอาจไม่ตอบโจทย์ แม้เนื้องานน่าสนใจและเงินเดือนเหมาะสม

หากบ้านไม่มีพื้นที่สำหรับประชุมเป็นความลับ งาน Remote ที่ประชุมกับลูกค้าตลอดวันอาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเพื่อจัดหาพื้นที่ทำงาน ควรประเมินปัญหานี้ก่อนรับงาน แทนที่จะหวังว่าจะจัดการได้ภายหลัง

2. คำนวณเงินและเวลาที่ประหยัดได้จริง

ใช้สูตรเบื้องต้นว่า เงินที่ประหยัดสุทธิ = ค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการไม่เดินทาง − ค่าใช้จ่ายทำงานทางไกลที่เพิ่มขึ้นและต้องจ่ายเอง โดยเปรียบเทียบภายใต้ช่วงเวลาเดียวกัน

ตัวอย่างสมมติ หากลดการเดินทางได้เดือนละ 12 วัน และมีค่าเดินทางไปกลับวันละ 160 บาท จะลดค่าเดินทางได้ 1,920 บาท หากมีค่าไฟและค่าอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นรวม 500 บาท เงินที่ประหยัดสุทธิคือ 1,420 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ยังไม่รวมรายการอื่นที่อาจต่างกัน

หากการเดินทางไปกลับใช้วันละ 1.5 ชั่วโมง การลดเดินทาง 12 วันจะคืนเวลาให้ 18 ชั่วโมงต่อเดือน ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างวิธีคิด ผู้อ่านควรใช้ค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทางของตนเอง รวมถึงนำเงินเดือน โบนัส สวัสดิการ และโอกาสเติบโตมาพิจารณาร่วมกัน

3. ตรวจระบบการทำงานของบริษัท

ถามว่ารับงานจากใคร ใช้ช่องทางใดติดตามความคืบหน้า เมื่อมีปัญหาติดต่อใคร และมีคู่มือหรือผู้สอนงานหรือไม่ บริษัทควรอธิบายวิธีทำงานในวันปกติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ควรถามด้วยว่าประเมินผลงานจากอะไร หากคำตอบเน้นเพียงการออนไลน์ตลอดวันหรือการตอบข้อความทันที ควรถามต่อเรื่องงานที่ต้องใช้สมาธิ เวลาพัก และเกณฑ์ผลงาน เพื่อดูว่าความคาดหวังนั้นเหมาะกับตำแหน่งหรือไม่

4. หากยังไม่แน่ใจ ให้เสนอช่วงทดลองที่มีเป้าหมาย

กรณีเป็นพนักงานอยู่แล้ว อาจเสนอทดลองรูปแบบใหม่ในระยะเวลาที่ทั้งสองฝ่ายเห็นเหมาะสม พร้อมกำหนดงานที่ต้องส่ง วันพบทีม และวันทบทวนผลให้ชัดเจน

ตัวชี้วัดควรสัมพันธ์กับงาน เช่น สัดส่วนงานส่งตรงเวลา จำนวนงานที่ต้องแก้ไข หรือระยะเวลาตอบลูกค้าภายในช่วงให้บริการ และควรเทียบกับช่วงที่มีภาระงานใกล้เคียงกัน การกำหนดตัวชี้วัดเช่นนี้เป็นข้อเสนอด้านการบริหาร ไม่ใช่เกณฑ์ทางกฎหมายหรือมาตรฐานตายตัว

คำถามที่ควรถาม HR ก่อนรับงาน Remote หรือ Hybrid

ก่อนตกลงเริ่มงาน ควรได้รับคำตอบอย่างน้อยในประเด็นต่อไปนี้

  1. เข้าออฟฟิศเมื่อใด: กี่วันต่อสัปดาห์หรือเดือน และมีเงื่อนไขต่างกันในช่วงเริ่มงานหรือไม่
  2. ใครเป็นผู้เลือกวัน: พนักงานเลือกเอง หัวหน้ากำหนด หรือทีมต้องเข้าวันเดียวกัน และแจ้งเปลี่ยนตารางล่วงหน้าอย่างไร
  3. ทำงานจากที่ใดได้บ้าง: ต้องอยู่ในจังหวัดที่กำหนดหรือภายในประเทศไทย และการย้ายสถานที่ต้องขออนุมัติหรือไม่
  4. เวลางานและการติดต่อเป็นอย่างไร: มีเวลาเข้าออก ช่วงประชุมร่วม หรือหน้าที่ดูแลเหตุเร่งด่วนนอกเวลาหรือไม่
  5. ใครจัดหาอุปกรณ์และจ่ายค่าใช้จ่าย: คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ อินเทอร์เน็ต พื้นที่ทำงาน และค่าเดินทางเพื่อพบทีม
  6. สอนงานและประเมินผลงานอย่างไร: ใครเป็นผู้ดูแล งานที่คาดหวังในช่วงแรกคืออะไร และมีการให้ข้อเสนอแนะบ่อยเพียงใด
  7. เงื่อนไขอยู่ในเอกสารใด: เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงจ้างหรือนโยบาย และมีขั้นตอนทบทวนหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ตัวอย่างคำถามที่นำไปใช้ได้คือ “เพื่อวางแผนการเดินทาง ขอทราบว่าตำแหน่งนี้เข้าออฟฟิศกี่วันต่อสัปดาห์ ใครเป็นผู้กำหนดวัน และช่วงเริ่มงานมีเงื่อนไขต่างจากหลังผ่านการสอนงานหรือไม่”

ขณะหางานบน Jobholic.co หรือช่องทางอื่น ควรอ่านรายละเอียดประกาศและยืนยันกับนายจ้างของตำแหน่งนั้นโดยตรง หากพบงานที่อ้างว่าทำจากบ้านรายได้สูง แต่ให้โอนเงิน เติมเงินเพื่อทำภารกิจ หรือซื้ออุปกรณ์ผ่านผู้ขายที่กำหนดก่อนตรวจสอบการจ้างได้ ควรหยุดและตรวจสอบบริษัทกับช่องทางติดต่อทางการก่อนส่งเงินหรือข้อมูลส่วนตัว

กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานนอกสำนักงาน

สำหรับลูกจ้างภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานไทย มาตรา 23/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 8 พ.ศ. 2566 รองรับข้อตกลงทำงานนอกสำนักงานสำหรับงานที่เหมาะสม โดยนายจ้างต้องจัดทำเป็นหนังสือหรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง มาตรานี้ไม่ได้ให้ลูกจ้างเลือกทำงานจากบ้านฝ่ายเดียว

ลูกจ้างตามข้อตกลงนี้มีสิทธิเช่นเดียวกับลูกจ้างในสำนักงาน และมีสิทธิปฏิเสธการติดต่อสื่อสารเมื่อสิ้นสุดเวลางานปกติที่ตกลงหรือสิ้นสุดงานที่ได้รับมอบหมาย เว้นแต่ยินยอมเป็นหนังสือล่วงหน้า รายละเอียดอยู่ใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566

ในทางปฏิบัติ ควรตกลงเรื่องเวลา อุปกรณ์ ค่าใช้จ่าย และวิธีจัดการงานเร่งด่วนให้ชัด หากมีข้อพิพาทเรื่องค่าล่วงเวลา การเปลี่ยนเงื่อนไข หรือสถานะการจ้าง ควรให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้เชี่ยวชาญตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี

นายจ้างและ HR ควรจัดระบบอย่างไร

การเปิดให้ทำ Remote หรือ Hybrid ควรมาพร้อมกติกาที่ช่วยให้ทั้งพนักงานและหัวหน้าทำงานได้จริง เริ่มจากกำหนดตำแหน่งที่เข้าร่วมได้ เหตุผลที่ต้องพบกัน และเงื่อนไขการใช้สถานที่หรืออุปกรณ์ จากนั้นให้หัวหน้าทีมแปลงกติกาเป็นแผนงานและตารางที่พนักงานใช้วางแผนได้

สำหรับการประสานงาน ควรแยกเรื่องที่แจ้งผ่านเอกสารหรือข้อความได้ออกจากเรื่องที่ต้องประชุม พร้อมกำหนดผู้ตัดสินใจและกำหนดตอบกลับให้เหมาะกับความเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ทุกคำถามกลายเป็นการประชุมหรือการรอคำตอบแบบไม่มีกำหนด

ในการประเมินผลงาน ควรใช้คุณภาพงาน ผลลัพธ์ และความรับผิดชอบที่เหมาะกับหน้าที่ เปิดโอกาสให้พนักงานทั้งในสำนักงานและทางไกลเข้าถึงข้อมูล การสอนงาน และการพิจารณาเติบโตอย่างเป็นธรรม

ด้านข้อมูลและอุปกรณ์ ทีมที่รับผิดชอบควรจัดบัญชีและสิทธิการเข้าถึงให้พร้อม กำหนดวิธีขอความช่วยเหลือเมื่อระบบมีปัญหา และชี้แจงเครื่องมือติดตามงานอย่างโปร่งใส โดยเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์การทำงาน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Remote Work และ Hybrid Work

1. Remote Work หมายถึงไม่ต้องเข้าออฟฟิศเลยใช่หรือไม่

ไม่เสมอไป คำว่า Remote อาจใช้กับการทำงานทางไกลบางส่วนหรือเป็นหลัก แม้ระบุ Fully Remote ก็ยังควรถามว่าต้องเข้าอบรม รับอุปกรณ์ หรือร่วมกิจกรรมพบทีมเป็นครั้งคราวหรือไม่

2. Hybrid Work ต้องเข้าออฟฟิศกี่วัน

ไม่มีจำนวนวันที่ตายตัวจากชื่อรูปแบบ ต้องตรวจตารางของบริษัทและตำแหน่งนั้น รวมถึงใครเป็นผู้เลือกวันและมีเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงอย่างไร

3. เด็กจบใหม่ทำงาน Remote ได้หรือไม่

ได้ หากลักษณะงานเหมาะสมและมีระบบสอนงานรองรับ ควรให้ความสำคัญกับผู้ดูแล คู่มือ ช่องทางถามคำถาม และการให้ข้อเสนอแนะ มากกว่าดูเพียงว่าได้ทำงานจากบ้านหรือไม่

4. คนที่ไม่ชอบเข้าสังคมควรเลือก Remote เสมอหรือไม่

ไม่จำเป็น งานทางไกลยังต้องสื่อสาร ประชุม และรับข้อเสนอแนะ ควรเลือกจากลักษณะงาน สภาพแวดล้อม และวิธีทำงานของทีมร่วมด้วย

5. งาน Remote สามารถทำจากต่างประเทศได้ไหม

ต้องได้รับการยืนยันเงื่อนไขก่อน คำว่า Remote ไม่ได้แปลว่าอนุญาตทุกประเทศ หากต้องการทำงานจากต่างประเทศ ควรให้ HR ตรวจสอบพื้นที่ที่อนุญาตและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องก่อนเดินทาง

6. Remote Work และ Hybrid Work เป็นงานประจำหรือฟรีแลนซ์

เป็นได้ทั้งสองแบบ เพราะคำเหล่านี้อธิบายรูปแบบสถานที่ทำงาน ไม่ได้บอกสถานะการจ้าง ผู้สมัครควรตรวจคู่สัญญา รูปแบบค่าตอบแทน หน้าที่ และสวัสดิการให้ชัดเจนก่อนตกลง

7. ควรเลือกงาน Remote เงินเดือนน้อยกว่า หรืองาน Hybrid เงินเดือนมากกว่า

ควรเทียบรายได้และสวัสดิการกับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเอง พร้อมประเมินเวลาเดินทางและโอกาสเติบโต หากส่วนต่างรายได้มีความสำคัญต่อค่าใช้จ่ายจำเป็น ควรให้น้ำหนักกับความมั่นคงทางการเงินก่อน แล้วจึงพิจารณาว่าความยืดหยุ่นที่ได้คุ้มกับส่วนต่างหรือไม่

เลือกรูปแบบที่ทำงานได้ดีและใช้ชีวิตได้จริง

หากงานส่วนใหญ่ทำผ่านระบบได้ มีพื้นที่พร้อม และต้องการลดการเดินทาง Remote Work เป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณา ส่วนคนที่ต้องใช้สำนักงาน พบทีม หรือเรียนรู้งานร่วมกันเป็นระยะ อาจเหมาะกับ Hybrid Work ที่จัดตารางชัดเจน

ก่อนตัดสินใจ ให้ตรวจสามเรื่องพร้อมกัน ได้แก่ หน้าที่จริง ระบบสนับสนุนของบริษัท และเงื่อนไขชีวิตของตนเอง จากนั้นยืนยันรายละเอียดการทำงานไว้ในเอกสาร เพื่อให้ความยืดหยุ่นที่คาดหวังตรงกับงานที่จะต้องทำในแต่ละวัน


แหล่งข้อมูลอ้างอิง