เงินเดือนต่ำกว่าตลาดไหม? วิธีเทียบหน้าที่ ประสบการณ์ และพื้นที่ให้รู้ว่าควรได้เท่าไร

เห็นประกาศรับสมัครงานชื่อตำแหน่งเดียวกับตัวเอง แต่เงินเดือนสูงกว่าหลายพันบาท หรือได้ยินว่าเพื่อนที่ทำงานมาพอ ๆ กันมีรายได้มากกว่า ความสงสัยย่อมตามมาว่า “เรากำลังได้เงินเดือนต่ำกว่าตลาดหรือเปล่า” คำตอบต้องเริ่มจากการตรวจว่างานที่นำมาเปรียบเทียบนั้นมีหน้าที่ ระดับความรับผิดชอบ ประสบการณ์ที่ต้องใช้ และเงื่อนไขการทำงานใกล้เคียงกันเพียงใด

วิธีเช็กเงินเดือนให้มีน้ำหนัก คือเลือกกลุ่มงานที่เทียบกันได้ แยกฐานเงินเดือนออกจากรายได้ส่วนอื่น แล้วตรวจข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน เงินเดือนของคนรู้จักหนึ่งคนหรือเพดานสูงสุดในประกาศงานหนึ่งรายการอาจช่วยตั้งคำถาม แต่ยังไม่เพียงพอให้สรุปว่าเราควรได้รับเงินเดือนเท่านั้น

สำหรับพนักงานที่กำลังคิดขอปรับเงินเดือน ผู้สมัครที่ต้องแจ้งเงินเดือนคาดหวัง หรือคนที่กำลังชั่งใจว่าจะย้ายงาน การเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบจะช่วยให้เห็นว่าความต่างมาจากอะไร และควรนำข้อมูลไปใช้ต่ออย่างไร โดยไม่ต้องตัดสินคุณค่าของตัวเองจากตัวเลขเพียงตัวเดียว

เงินเดือนต่ำกว่าตลาด หมายถึงต่ำกว่าตัวเลขของใคร

คำว่า “เงินเดือนตลาด” ควรหมายถึงระดับค่าตอบแทนของกลุ่มงานที่มีลักษณะใกล้เคียงกับงานที่กำลังประเมิน เช่น สายงานเดียวกัน ระดับตำแหน่งใกล้กัน ใช้ทักษะคล้ายกัน และอยู่ในตลาดการจ้างที่เกี่ยวข้องกับเรา

จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ตอบได้ว่า “พนักงานขายควรได้เงินเดือนเท่าไร” เพราะพนักงานขายหน้าร้าน ผู้ดูแลลูกค้าองค์กร และผู้ขายเครื่องจักรที่ต้องอธิบายรายละเอียดทางเทคนิค อาจมีขอบเขตงานและโครงสร้างรายได้ต่างกันมาก แม้ทั้งหมดจะอยู่ในกลุ่มงานขาย

แนวทางด้านค่าตอบแทนของ CIPD อธิบายว่าการประเมินค่างานและการเทียบค่าตอบแทนกับตลาดต้องอาศัยข้อมูลบทบาทภายในองค์กรควบคู่กับงานที่เทียบเคียงได้ภายนอก และควรทบทวนเมื่อหน้าที่หรือความต้องการของธุรกิจเปลี่ยนไป CIPD

ก่อนเริ่มสำรวจ ควรแยกคำถามสามเรื่องออกจากกันให้ชัดเจน

  • เงินเดือนต่ำกว่าตลาดหรือไม่: เปรียบเทียบกับงานที่มีเงื่อนไขใกล้เคียงกันภายนอกบริษัท
  • เงินเดือนเหมาะกับหน้าที่ปัจจุบันหรือไม่: ตรวจว่าระดับงานที่ทำจริงสอดคล้องกับตำแหน่งและค่าตอบแทนภายในองค์กรหรือเปล่า
  • รายได้เพียงพอกับชีวิตหรือไม่: ประเมินค่าใช้จ่าย ภาระครอบครัว เงินออม และข้อจำกัดส่วนตัว

บางคนได้รับเงินเดือนใกล้กับตลาด แต่มีค่าเดินทางและค่าเช่าสูงจนเงินเหลือน้อย ขณะที่อีกคนอาจมีค่าใช้จ่ายต่ำ แต่ได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่างานลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองกรณีควรได้รับการแก้ไข เพียงแต่ต้องใช้เหตุผลและข้อมูลคนละชุด

1. เทียบหน้าที่จริงก่อนเทียบชื่อตำแหน่ง

ชื่อตำแหน่งเป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหา แต่รายละเอียดงานเป็นตัวตัดสินว่าควรนำเงินเดือนมาเทียบกันหรือไม่ การค้นเฉพาะคำว่า “Senior” “Supervisor” หรือ “Manager” อาจทำให้ได้กลุ่มเปรียบเทียบที่คลาดเคลื่อน เพราะแต่ละบริษัทใช้ชื่อเหล่านี้ต่างกัน

วิธีที่ทำได้ทันทีคือเขียนงานที่ตัวเองรับผิดชอบจริงในช่วงที่ผ่านมา โดยแยกหน้าที่หลักออกจากงานที่ช่วยเป็นครั้งคราว แล้วตรวจอย่างน้อยห้าประเด็นต่อไปนี้

ขอบเขตงานและผลลัพธ์ที่ต้องรับผิดชอบ

คุณรับผิดชอบเพียงขั้นตอนหนึ่ง หรือดูแลงานตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น พนักงานประสานงานฝ่ายขายคนหนึ่งอาจทำใบเสนอราคาและติดตามเอกสาร ส่วนอีกคนต้องวางแผนส่งสินค้า จัดการข้อร้องเรียน และประสานแก้ปัญหาหนี้ค้างชำระด้วย

แม้ชื่อเหมือนกัน แต่ความซับซ้อนของงานและผลกระทบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดต่างกัน จึงควรหางานที่มีขอบเขตใกล้กับสิ่งที่คุณทำจริง

ระดับการตัดสินใจ

งานที่ทำตามขั้นตอนและส่งให้หัวหน้าอนุมัติทุกครั้ง ย่อมมีเงื่อนไขต่างจากงานที่ต้องวิเคราะห์ทางเลือก ตัดสินใจแก้ปัญหา และรับผิดชอบผลที่ตามมาเอง

ลองระบุให้ชัดว่าเรื่องใดคุณตัดสินใจได้ เรื่องใดต้องขออนุมัติ และมีวงเงินหรือข้อจำกัดอะไรบ้าง การบอกว่า “ดูแลงานทั้งหมด” อาจฟังดูกว้าง แต่ยังไม่แสดงระดับความรับผิดชอบเท่ากับรายละเอียดเหล่านี้

ขนาดงานและความซับซ้อน

จำนวนลูกค้า จำนวนสาขา จำนวนรายการสินค้า หรือจำนวนโครงการช่วยอธิบายขนาดงานได้ แต่ต้องดูความยากประกอบด้วย การดูแลลูกค้าจำนวนมากที่ใช้ขั้นตอนมาตรฐานอาจต่างจากการดูแลลูกค้าจำนวนน้อยที่ต้องออกแบบข้อเสนอเฉพาะราย

อย่าใช้ปริมาณงานเพียงอย่างเดียวตัดสินว่าควรได้เงินเดือนสูงกว่า ควรอธิบายด้วยว่างานนั้นต้องใช้ทักษะ การตัดสินใจ และความรับผิดชอบระดับใด

การดูแลคน งบประมาณ และทรัพยากร

การสอนงานเพื่อนใหม่เป็นครั้งคราวแตกต่างจากการจัดตารางทีม ประเมินผลงาน อนุมัติการทำงาน และรับผิดชอบเป้าหมายของทั้งแผนก หากทำหน้าที่เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ควรมีข้อมูลกลุ่มหัวหน้างานมาเปรียบเทียบเพิ่มเติม

ในทางกลับกัน ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีลูกน้องก็อาจรับผิดชอบงานที่ซับซ้อนและมีผลต่อธุรกิจสูงได้ จึงไม่ควรใช้จำนวนลูกทีมเป็นเกณฑ์เดียวในการจัดระดับงาน

ทักษะเฉพาะที่ต้องใช้จริง

ภาษา ใบอนุญาตวิชาชีพ ความรู้ระบบเฉพาะ หรือความสามารถแก้ปัญหาทางเทคนิคควรถูกนำมาพิจารณาเมื่อเกี่ยวข้องกับงานนั้นจริง การมีทักษะเพิ่มเติมไม่ได้ทำให้เงินเดือนสูงขึ้นในอัตราเดียวกันทุกบริษัท เพราะแต่ละองค์กรมีความต้องการต่างกัน

หากพบว่าหน้าที่ปัจจุบันขยายไปไกลกว่าตำแหน่งเดิม สามารถอ่านแนวทาง งานเพิ่ม แต่เงินเดือนเท่าเดิม: คุยอย่างไรให้ขอบเขตงานและค่าตอบแทนชัดเจน เพื่อเตรียมข้อมูลเรื่องบทบาทก่อนหารือค่าตอบแทน

2. เทียบประสบการณ์จากสิ่งที่ทำได้ ไม่ใช่นับจำนวนปีอย่างเดียว

คำว่า “ประสบการณ์ห้าปี” อาจหมายถึงเส้นทางการทำงานที่ต่างกันมาก คนหนึ่งทำงานในขอบเขตเดิมมาตลอด อีกคนเคยรับผิดชอบหลายระบบและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ควรใช้จำนวนปีเป็นคำตอบสุดท้ายเรื่องเงินเดือน

การประเมินประสบการณ์ควรแยกออกเป็นสามส่วน

ประสบการณ์ตรงกับงานที่กำลังเทียบ หมายถึงเวลาที่เคยทำหน้าที่ใกล้เคียงกันจริง เช่น ทำงานมารวมหกปี แต่เพิ่งย้ายมาดูแลงานวิเคราะห์ข้อมูลสองปี ควรอธิบายทั้งสองส่วนอย่างตรงไปตรงมา

ระดับความเป็นอิสระในการทำงาน หมายถึงความสามารถทำงานให้สำเร็จโดยต้องได้รับการกำกับมากน้อยเพียงใด รวมถึงรับมือปัญหานอกคู่มือได้หรือไม่ คนที่ทำงานประจำได้ดีอาจยังต้องพัฒนาทักษะอีกชุดหนึ่งก่อนรับผิดชอบงานออกแบบระบบหรือวางแผนทั้งทีม

ผลงานที่ตรวจสอบได้ ช่วยยืนยันว่าประสบการณ์นั้นนำไปใช้ได้อย่างไร เช่น ลดงานแก้ไขซ้ำ จัดระบบติดตามงานที่ใช้ได้จริง หรือรับผิดชอบโครงการจนส่งมอบตามขอบเขต ควรอธิบายช่วงเวลา บทบาทของตนเอง และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้ครบ

สำหรับคนเปลี่ยนสายงาน ไม่จำเป็นต้องตีค่าประสบการณ์เดิมเป็นศูนย์ ทักษะบางส่วนอาจถ่ายโอนไปใช้ได้ เช่น การประสานงานกับลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการบริหารทีม แต่ควรแสดงให้เห็นว่าทักษะนั้นช่วยให้งานใหม่สำเร็จอย่างไร แทนการคาดหวังว่าบริษัทจะนับทุกปีเท่ากันโดยอัตโนมัติ

3. เทียบพื้นที่จากตลาดการจ้างและสถานที่ทำงานจริง

การแบ่งเพียง “กรุงเทพฯ” กับ “ต่างจังหวัด” ยังหยาบเกินไปสำหรับการประเมินเงินเดือน ควรดูทั้งพื้นที่ตั้ง อุตสาหกรรม รูปแบบงาน และกลุ่มนายจ้างที่แข่งขันรับคนลักษณะเดียวกัน

เริ่มจากพื้นที่ที่คุณทำงานหรือย้ายไปทำได้จริง

หากทำงานคลังสินค้าในพื้นที่หนึ่ง ควรเริ่มจากงานคลังสินค้าที่มีประเภทสินค้า ระบบ และเงื่อนไขใกล้เคียงกันในพื้นที่นั้นหรือบริเวณที่เดินทางถึงได้ ก่อนขยายไปเทียบกับอีกภูมิภาค

ภายในจังหวัดเดียวกันก็อาจมีเงื่อนไขต่างกัน เช่น ต้องเข้าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ทำงานเป็นกะ หรือเดินทางไปหลายสาขา ข้อมูลระดับอำเภอ เขต และสถานที่ปฏิบัติงานจึงช่วยให้เปรียบเทียบได้ตรงกว่าใช้ชื่อจังหวัดอย่างเดียว

แยกประเภทกิจการและลักษณะนายจ้าง

บริษัทท้องถิ่น ธุรกิจหลายสาขา และองค์กรที่ให้บริการลูกค้าต่างประเทศอาจต้องการทักษะคนละชุด การเทียบข้ามกลุ่มทำได้ แต่ควรบันทึกความแตกต่างไว้ แทนการรวมเป็นช่วงเดียวแล้วสรุปว่าทุกองค์กรควรจ่ายเท่ากัน

อย่าตั้งสูตรเองว่าต่างจังหวัดต้องได้เงินเดือนต่ำกว่ากรุงเทพฯ กี่เปอร์เซ็นต์ หากไม่มีข้อมูลตำแหน่งและพื้นที่นั้นรองรับ เพราะตัวเลขที่ใช้กับงานประเภทหนึ่งอาจใช้ไม่ได้กับอีกประเภทหนึ่ง

งานทางไกลต้องถามว่าบริษัทใช้ฐานพื้นที่ใด

งาน Remote ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทใช้โครงสร้างเงินเดือนเดียวกัน ผู้สมัครควรถามว่าช่วงค่าตอบแทนพิจารณาตามสถานที่อยู่ของพนักงาน สถานที่ตั้งบริษัท หรือกรอบของตำแหน่งโดยตรง

ควรตรวจด้วยว่าเป็นการจ้างงานรูปแบบใด ต้องเข้าออฟฟิศบ่อยเพียงใด ทำงานตามเขตเวลาไหน และใครรับผิดชอบค่าอุปกรณ์ รายละเอียดเหล่านี้มีผลต่อความเหมาะสมของตัวเลขที่เห็น

แยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกจากราคาของงาน

ค่าเช่า ค่าเดินทาง และค่าอาหารเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจรับงาน แต่ไม่ได้ใช้แทนข้อมูลเงินเดือนตลาดได้โดยตรง

ตัวอย่างสมมติ งานใหม่ให้ฐานเงินเดือนเพิ่มเดือนละ 4,000 บาท แต่ทำให้ค่าเช่าและค่าเดินทางเพิ่มรวม 5,000 บาท หากรายการอื่นเท่ากัน ส่วนต่างก่อนภาษีและรายการหักอื่นจะลดลง 1,000 บาทต่อเดือน งานใหม่ยังมีฐานเงินเดือนสูงกว่า เพียงแต่อาจไม่ช่วยให้สถานะการเงินของคุณดีขึ้น

4. ใช้แหล่งข้อมูลเงินเดือนหลายประเภท และอ่านข้อจำกัดให้ครบ

ข้อมูลแต่ละแหล่งตอบคำถามต่างกัน การใช้หลายแหล่งช่วยตรวจว่าตัวเลขที่พบสอดคล้องกันหรือเกิดจากการเลือกกลุ่มเปรียบเทียบผิด

ประกาศรับสมัครงานที่เปิดเผยค่าตอบแทน

ประกาศงานช่วยให้เห็นช่วงเงินเดือนที่นายจ้างเสนอพร้อมหน้าที่และคุณสมบัติ คุณสามารถเริ่มจาก ค้นหางานและดูประกาศรับสมัครงานบน JobHolic แล้วเทียบกับประกาศจากบริษัทหรือแหล่งงานอื่นในสายเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ช่วงเงินเดือนที่ประกาศยังไม่ใช่หลักฐานว่ามีผู้ได้รับการจ้างด้วยตัวเลขสูงสุดนั้นจริง บางช่วงอาจครอบคลุมผู้สมัครหลายระดับ หรือเป็นรายได้รวมเมื่อทำผลงานถึงเงื่อนไข จึงต้องอ่านรายละเอียดก่อนนำมาใช้

Salary Guide ที่ระบุที่มาของข้อมูล

Adecco Thailand Salary Guide 2026 ระบุว่าข้อมูลมาจากลูกค้าและผู้สมัครของบริษัท พร้อมอธิบายว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติและองค์กรชั้นนำ ซึ่งอาจมีโครงสร้างค่าตอบแทนสูงกว่าบริษัทบางกลุ่ม ผู้จัดทำจึงแนะนำให้ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง โดยตระหนักว่าข้อมูลไม่ได้ครอบคลุมตลาดทุกส่วนอย่างเท่าเทียมกัน adecco.com

ส่วน JAC Recruitment Thailand Salary Guide 2026 ระบุว่าใช้ข้อมูลตัวเลขที่รวบรวมผ่านการสัมภาษณ์ผู้ทำงานในหลายอุตสาหกรรมโดยที่ปรึกษาของบริษัท แหล่งนี้จึงเป็นอีกจุดสำหรับตรวจสอบข้อมูลประกอบ โดยควรอ่านขอบเขตตำแหน่งและอุตสาหกรรมให้ตรงกับงานของตน JAC Recruitment Thailand

เมื่อใช้รายงานใด ควรตรวจปีของข้อมูล ประเทศหรือพื้นที่ที่ครอบคลุม ระดับประสบการณ์ และนิยามค่าตอบแทนเสมอ อย่านำตัวเลขจากคนละปีหรือคนละนิยามมารวมกันโดยไม่ระบุความต่าง

ข้อมูลจากผู้สรรหาและข้อเสนอที่ได้รับจริง

การพูดคุยกับผู้สรรหาที่ดูแลสายงานนั้นช่วยให้เข้าใจช่วงงบประมาณและคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการ ส่วนข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรที่คุณได้รับจริงช่วยยืนยันว่ามีนายจ้างรายหนึ่งพร้อมจ่ายให้คุณภายใต้เงื่อนไขใด

ถึงอย่างนั้น ข้อเสนอเดียวก็ยังไม่ใช่ค่ากลางของตลาด และอาจมาพร้อมหน้าที่ เวลา หรือความเสี่ยงที่ต่างจากงานเดิม ควรใช้เป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งประกอบการตัดสินใจ

5. สร้างชุดเปรียบเทียบที่ตรวจย้อนหลังได้

เริ่มเก็บข้อมูลประมาณ 10–15 ประกาศหากหาได้ โดยเน้นความใกล้เคียงของงานมากกว่าจำนวน ตัวเลขนี้เป็นแนวทางเริ่มสำรวจส่วนบุคคล ไม่ใช่ขนาดตัวอย่างที่รับรองความเป็นตัวแทนของตลาด

ควรเลือกประกาศในช่วงเวลาใกล้กัน เช่น ช่วงสามเดือนล่าสุด และบันทึกวันที่เข้าดูด้วย หากสายงานเฉพาะทางมีข้อมูลน้อย ให้ขยายช่วงเวลาหรือพื้นที่อย่างมีเหตุผล พร้อมระบุว่าข้อมูลกลุ่มนั้นต่างจากงานของคุณตรงไหน

สำหรับแต่ละประกาศ ให้จดข้อมูลต่อไปนี้ไว้ด้วยกัน

  • ตำแหน่ง บริษัท แหล่งข้อมูล และวันที่ตรวจ
  • หน้าที่หลัก ระดับการตัดสินใจ และการดูแลทีม
  • ประสบการณ์ตรงและทักษะจำเป็น
  • พื้นที่ วันทำงาน เวลาทำงาน และรูปแบบการจ้าง
  • ช่วงฐานเงินเดือน เงินเพิ่มประจำ และรายได้ที่มีเงื่อนไข

หากประกาศเดียวกันปรากฏหลายเว็บไซต์ ให้ถือเป็นข้อมูลรายการเดียว เพื่อไม่ให้นายจ้างรายหนึ่งมีน้ำหนักมากเกินไป ส่วนประกาศที่เขียนว่า “ตามตกลง” ให้บันทึกว่าไม่มีตัวเลข แทนการคาดเดาเงินเดือนจากชื่อตำแหน่ง

จากนั้นแบ่งข้อมูลเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เทียบได้ใกล้เคียง และ กลุ่มที่ใช้ดูโอกาสก้าวต่อไป เช่น งานที่ต้องบริหารทีมใหญ่ขึ้นหรือใช้ทักษะที่คุณยังไม่มี การแยกแบบนี้ช่วยให้เห็นทั้งค่าตอบแทนของบทบาทปัจจุบันและสิ่งที่ต้องพัฒนาเพื่อเข้าสู่บทบาทใหม่

6. เทียบฐานเงินเดือนและค่าตอบแทนรวมแยกกัน

ก่อนคำนวณ ต้องกำหนดให้ชัดว่ากำลังเทียบเงินประเภทใด แนะนำให้เริ่มจาก ฐานเงินเดือนก่อนหักภาษีและรายการหักอื่นเพราะเงินเข้าบัญชีสุทธิของแต่ละคนอาจต่างกันจากภาษี เงินสะสม หรือรายการหักส่วนบุคคล

หลังจากนั้นจึงแยกค่าตอบแทนส่วนอื่นออกเป็นสามกลุ่ม

เงินเพิ่มประจำที่ยืนยันได้ เช่น ค่าตำแหน่งหรือเงินเพิ่มคงที่ตามข้อตกลง โดยต้องตรวจว่ามีเงื่อนไขและจ่ายครบทุกเดือนหรือไม่

เงินผันแปรหรือมีเงื่อนไข เช่น โบนัสตามผลประกอบการ คอมมิชชัน เบี้ยขยัน และค่าล่วงเวลา ควรแสดงแยกไว้ เพราะยอดที่ได้รับอาจเปลี่ยนไป และบางรายการต้องแลกกับเวลาทำงานเพิ่มเติม

สวัสดิการที่ไม่ใช่เงินสด เช่น ประกันสุขภาพ รถรับส่ง อาหาร หรือเงินสมทบกองทุนจากนายจ้าง ควรประเมินตามสิทธิและประโยชน์ที่ใช้ได้จริง ไม่ควรนำวงเงินคุ้มครองประกันทั้งหมดมาบวกเป็นรายได้

เงินเบิกคืนค่าใช้จ่ายในการทำงานก็ต้องแยกให้ชัด เช่น ค่าน้ำมันที่สำรองจ่ายเพื่อพบลูกค้า ไม่ใช่รายได้เพิ่มที่นำไปใช้ส่วนตัวได้ทั้งหมด

ตัวอย่าง: ฐานเงินเดือนต่างกันมากกว่ารายได้ประจำรวม

ตัวเลขต่อไปนี้เป็น ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคำนวณ ไม่ใช่อัตราเงินเดือนตลาดของตำแหน่งใด โดยสมมติว่าทำงานครบ 12 เดือนและได้รับเงินแต่ละรายการครบตามเงื่อนไข

งานปัจจุบันมีฐานเงินเดือน 28,000 บาท และเงินเพิ่มคงที่เดือนละ 2,000 บาท

รายได้ประจำต่อปี = (28,000 + 2,000) × 12 = 360,000 บาท

งานที่นำมาเปรียบเทียบมีฐานเงินเดือน 32,000 บาท ไม่มีเงินเพิ่มประจำ

รายได้ประจำต่อปี = 32,000 × 12 = 384,000 บาท

เมื่อดูเฉพาะฐานเงินเดือน งานปัจจุบันต่ำกว่า 4,000 บาทต่อเดือน แต่เมื่อรวมเงินเพิ่มประจำ ส่วนต่างเหลือ 24,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 2,000 บาทต่อเดือน

ตัวเลขทั้งสองแบบมีประโยชน์ ควรเก็บไว้คู่กัน หากมีโบนัสที่ไม่รับประกัน ให้คำนวณเป็นอีกกรณีหนึ่ง โดยไม่รวมเข้าไปในรายได้ประจำที่ยืนยันแล้ว

หากยังไม่ชัดว่าเงินที่ HR แจ้งรวมรายการใดบ้าง อ่านวิธีถามในบทความ เงินเดือนตามโครงสร้างบริษัทหมายถึงอะไร และควรถาม HR อย่างไร ก่อนเริ่มเปรียบเทียบ

7. คำนวณส่วนต่างอย่างไร โดยไม่ทำให้ตัวเลขดูแม่นเกินข้อมูล

การเห็นช่วงเงินเดือนหลายรายการไม่ได้หมายความว่าจะหาค่าเฉลี่ยแล้วเรียกว่า “เงินเดือนตลาด” ได้ทันที ต้องตรวจว่าตัวเลขเหล่านั้นเป็นเงินประเภทเดียวกันและมาจากงานที่ใกล้เคียงกันก่อน

กึ่งกลางช่วงประกาศ ไม่ใช่ค่ามัธยฐานของเงินเดือนที่จ่ายจริง

สมมติว่าคุณคัดประกาศที่ใกล้เคียงกันได้ห้ารายการ มีช่วงฐานเงินเดือนดังนี้

  • 26,000–30,000 บาท: จุดกึ่งกลาง 28,000 บาท
  • 28,000–32,000 บาท: จุดกึ่งกลาง 30,000 บาท
  • 30,000–34,000 บาท: จุดกึ่งกลาง 32,000 บาท
  • 30,000–36,000 บาท: จุดกึ่งกลาง 33,000 บาท
  • 32,000–38,000 บาท: จุดกึ่งกลาง 35,000 บาท

เมื่อเรียงจุดกึ่งกลาง จะได้ 28,000, 30,000, 32,000, 33,000 และ 35,000 บาท ค่าที่อยู่ตรงกลางคือ 32,000 บาท

ตัวเลขนี้เรียกได้ว่า มัธยฐานของจุดกึ่งกลางช่วงเงินเดือนในประกาศชุดที่เก็บมา แต่ยังไม่ใช่มัธยฐานของเงินเดือนพนักงานที่ได้รับจริง และไม่ได้ยืนยันว่าคุณควรได้รับข้อเสนอ 32,000 บาท เพราะยังมีเงื่อนไขการคัดเลือกและข้อจำกัดของชุดข้อมูล

หากรายงานเงินเดือนเผยแพร่ค่ามัธยฐานหรือเปอร์เซ็นไทล์ไว้แล้ว ควรอ่านนิยามจากรายงานนั้นโดยตรง อย่าใช้จุดกึ่งกลางระหว่างค่าต่ำสุดกับค่าสูงสุดแทนค่ามัธยฐานโดยอัตโนมัติ

สูตรหาว่าปัจจุบันต่ำกว่าค่าอ้างอิงกี่เปอร์เซ็นต์

เมื่อเลือกค่าอ้างอิงที่อธิบายที่มาได้แล้ว ใช้สูตรต่อไปนี้

ส่วนต่างที่ต่ำกว่าค่าอ้างอิง (%) = (ค่าอ้างอิง − เงินเดือนปัจจุบัน) ÷ ค่าอ้างอิง × 100

จากตัวอย่างสมมติ เงินเดือนปัจจุบัน 28,000 บาท และค่าอ้างอิง 32,000 บาท

(32,000 − 28,000) ÷ 32,000 × 100 = 12.5%

จึงสรุปได้ว่าเงินเดือนปัจจุบันต่ำกว่าค่าอ้างอิงที่เลือก 12.5% ควรระบุที่มาของค่าอ้างอิงทุกครั้ง แทนการย่อว่า “ต่ำกว่าตลาด 12.5%” โดยไม่อธิบายข้อจำกัด

หากคำถามคือ “ต้องขึ้นเงินเดือนกี่เปอร์เซ็นต์จึงจะถึง 32,000 บาท” ต้องเปลี่ยนตัวหารเป็นเงินเดือนปัจจุบัน

(32,000 − 28,000) ÷ 28,000 × 100 ≈ 14.29%

สองเปอร์เซ็นต์นี้ต่างกันเพราะใช้ฐานคำนวณคนละตัว การแยกให้ถูกช่วยป้องกันความคลาดเคลื่อนตอนเสนอขอปรับเงินเดือน

8. ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อสรุปก่อนนำไปต่อรอง

ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวที่ใช้ตัดสินทุกคนว่าเงินเดือนต่ำกว่าตลาดแน่นอน ความน่าเชื่อถือขึ้นอยู่กับคุณภาพและความสอดคล้องของข้อมูลที่นำมาเทียบ

หากเห็นประกาศเงินเดือนสูงเพียงหนึ่งหรือสองรายการ แต่หน้าที่ไม่ชัดเจน ควรถือว่าเป็นเหตุให้สำรวจเพิ่ม เมื่อรวบรวมได้หลายแหล่งที่หน้าที่ ประสบการณ์ และพื้นที่ใกล้เคียงกัน แล้วพบแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน จึงมีน้ำหนักมากขึ้นสำหรับขอทบทวนค่าตอบแทน

การที่เงินเดือนของคุณต่ำกว่าค่ากลางไม่ได้หมายความว่าต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ คุณอาจยังอยู่ช่วงเริ่มต้นของบทบาท หรือกลุ่มเปรียบเทียบอาจใช้ทักษะเพิ่มเติมที่ยังไม่ได้รวมในการประเมิน

ก่อนสรุป ลองตรวจสามคำถามนี้อีกครั้ง

  1. งานที่เทียบใกล้เคียงจริงหรือไม่ โดยเฉพาะอำนาจตัดสินใจ ขนาดงาน และทักษะจำเป็น
  2. ความต่างยังปรากฏเมื่อเทียบค่าตอบแทนประเภทเดียวกันหรือไม่ เช่น ฐานกับฐาน และรายได้ประจำรวมกับรายได้ประจำรวม
  3. หลายแหล่งให้ภาพสอดคล้องกันหรือไม่ หรือข้อสรุปเปลี่ยนทันทีเมื่อเอาประกาศเงินเดือนสูงที่สุดออก

หากข้อมูลยังน้อย คำตอบที่เหมาะสมอาจเป็น “มีสัญญาณว่าควรทบทวน” ซึ่งเพียงพอสำหรับเริ่มคุยกับหัวหน้า โดยไม่ต้องกล่าวอ้างว่าพิสูจน์ตลาดทั้งหมดได้แล้ว

9. ถ้าพบว่าเงินเดือนต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ควรทำอะไรต่อ

ขั้นแรกคือสรุปข้อมูลให้สั้นพอที่จะคุยกันได้ในครั้งเดียว ไม่จำเป็นต้องส่งประกาศงานหลายสิบหน้าให้หัวหน้าอ่านทั้งหมด

เอกสารสรุปควรมีหน้าที่ปัจจุบัน ผลงานสำคัญ หลักเกณฑ์ที่ใช้เลือกงานมาเทียบ ช่วงค่าตอบแทนที่พบ และข้อเสนอว่าต้องการให้บริษัททบทวนเรื่องใด หากความต่างเกิดจากการทำหน้าที่ระดับสูงขึ้น ควรขอประเมินระดับงานพร้อมกับเงินเดือน

ตัวอย่างคำพูดที่นำไปปรับใช้ได้คือ

“อยากขอทบทวนค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับบทบาทปัจจุบันครับ ตอนนี้รับผิดชอบทั้งการวางแผนงานและติดตามผลของทีมเพิ่มเติมจากหน้าที่เดิม ผมรวบรวมข้อมูลตำแหน่งที่มีหน้าที่และพื้นที่ใกล้เคียงกันไว้ พร้อมสรุปผลงานที่เกี่ยวข้อง อยากหารือว่าบริษัทประเมินบทบาทนี้อยู่ระดับใด และมีแนวทางปรับค่าตอบแทนอย่างไรบ้างครับ”

ควรเสนอจำนวนเงินหรือช่วงที่มีเหตุผลรองรับ พร้อมรับฟังว่าบริษัทเห็นความต่างด้านใด หากคำตอบคือยังปรับไม่ได้ ให้ถามต่อว่าติดข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ ระดับตำแหน่ง หรือผลงานที่ต้องแสดงเพิ่มเติม และสามารถกลับมาทบทวนเมื่อไร

สำหรับการจัดหลักฐานและเตรียมบทสนทนาอย่างละเอียด อ่านต่อได้ที่ ขอขึ้นเงินเดือนจากหัวหน้าอย่างไรให้ผลงานมีน้ำหนัก

หากบริษัทไม่มีแนวทางทบทวนที่ชัดเจน การสำรวจงานอื่นเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ควรตรวจข้อเสนอจริงทั้งหน้าที่ รายได้ เวลา และค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ ใช้แนวทาง เปรียบเทียบข้อเสนองานจากรายได้ งาน และหัวหน้าก่อนตอบรับ เพื่อประเมินว่าโอกาสใหม่ตอบโจทย์ชีวิตได้มากขึ้นเพียงใด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเช็กเงินเดือนตลาด

ทำงานตำแหน่งเดียวกับเพื่อน แต่ได้เงินเดือนน้อยกว่า แปลว่าต่ำกว่าตลาดไหม

ยังสรุปไม่ได้ ควรถามให้ชัดว่าหน้าที่ ประสบการณ์ตรง พื้นที่ วันทำงาน และเงินที่นำมาเทียบเหมือนกันหรือไม่ ข้อมูลของเพื่อนใช้เป็นจุดเริ่มต้นสำรวจได้ แต่ควรมีข้อมูลจากงานอื่นประกอบด้วย

เงินเดือนต่ำกว่า Salary Guide ต้องขอขึ้นเงินเดือนเท่าตัวเลขในคู่มือหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวเลขในคู่มือเป็นจำนวนที่ขอโดยตรง ควรตรวจว่ารายงานครอบคลุมบริษัทและบทบาทลักษณะเดียวกับคุณหรือไม่ แล้วนำมาประกอบกับหน้าที่ ผลงาน และข้อมูลประกาศงานที่ใกล้เคียงกัน

ประสบการณ์มากกว่า ต้องได้เงินเดือนมากกว่าเสมอหรือไม่

ไม่เสมอไป จำนวนปีเป็นข้อมูลส่วนหนึ่ง แต่ต้องดูความตรงกับงาน ระดับความเชี่ยวชาญ และความรับผิดชอบด้วย ควรอธิบายประสบการณ์เป็นสิ่งที่ทำได้และผลงานที่เกิดขึ้น แทนการใช้จำนวนปีเพียงอย่างเดียว

เงินเดือนน้อยกว่า แต่ทำงานห้าวัน ควรเทียบกับงานหกวันอย่างไร

ควรแสดงทั้งรายได้และเวลาทำงานควบคู่กัน หากต้องการคำนวณรายได้ต่อชั่วโมงเพื่อช่วยตัดสินใจ ให้ใช้รายได้กับจำนวนชั่วโมงในช่วงเวลาเดียวกันและระบุสมมติฐานให้ชัด ตัวเลขที่คำนวณเพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่านี้ไม่ใช่สูตรคำนวณค่าล่วงเวลาตามกฎหมาย

เงินเดือนต่ำกว่าตลาดถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่

การต่ำกว่าช่วงในประกาศงานหรือ Salary Guide เพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าผิดกฎหมาย ต้องแยกจากการจ่ายต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ใช้บังคับ การจ่ายไม่ครบตามข้อตกลง หรือการละเมิดสิทธิอื่น หากสงสัยเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ ควรตรวจประกาศและขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่และกิจการจากกระทรวงแรงงานโดยตรง กระทรวงแรงงาน

ควรเช็กเงินเดือนตลาดบ่อยแค่ไหน

อาจทบทวนก่อนรอบประเมินเงินเดือน เมื่อหน้าที่เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ หรือก่อนสมัครงานใหม่ ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกวัน สิ่งสำคัญคือปรับข้อมูลให้ทันกับบทบาทและเป้าหมายของคุณเมื่อจะนำไปใช้ตัดสินใจ

เริ่มจากงานที่ทำจริง แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องเงินเดือน

หากต้องการเริ่มตรวจในวันนี้ ให้เขียนหน้าที่หลักของตัวเองก่อน จากนั้นเลือกประกาศงานที่ใกล้เคียง แยกฐานเงินเดือนและรายได้ส่วนอื่น แล้วตรวจว่าความต่างยังคงอยู่หลังปรับเงื่อนไขให้เทียบกันได้หรือไม่

ผลลัพธ์ที่มีประโยชน์อาจเป็นการพบว่าควรขอปรับเงินเดือน ขอประเมินระดับตำแหน่ง พัฒนาทักษะบางด้าน หรือเริ่มมองหาโอกาสใหม่ ความชัดเจนเหล่านี้ช่วยให้คุณตัดสินใจเรื่องอาชีพจากหลักฐาน โดยไม่ต้องใช้เงินเดือนของคนอื่นเป็นมาตรวัดคุณค่าของตัวเอง