คอมมิชชันแบบขั้นบันไดคำนวณอย่างไร? เจาะวิธีคิดเมื่อยอดขายข้ามหลายช่วง พร้อมตัวอย่าง

ขายได้ 650,000 บาท และบริษัทประกาศว่าคอมมิชชันสูงสุด 4% หมายความว่าจะได้รับ 26,000 บาทหรือไม่? คำตอบขึ้นอยู่กับว่า บริษัทคิดคอมมิชชันแยกตามยอดขายในแต่ละขั้น หรือใช้อัตราของขั้นที่ทำได้คูณยอดขายทั้งหมด เพราะสองวิธีนี้ให้ผลต่างกัน แม้จะใช้อัตราเปอร์เซ็นต์และจุดแบ่งช่วงเหมือนกันก็ตาม

หากเป็นการคิดแบบแยกขั้น ต้องแบ่งยอดขายออกเป็นส่วน ๆ นำยอดของแต่ละส่วนคูณอัตราที่กำหนด แล้วรวมผลลัพธ์เข้าด้วยกัน การขายจนถึงขั้น 4% จึงไม่ได้หมายความว่ายอดขายก่อนหน้าทั้งหมดจะได้รับ 4% ตามไปด้วย

สำหรับพนักงานขาย ผู้สมัครงาน และผู้จัดการฝ่ายขาย เรื่องที่ควรเข้าใจให้ตรงกันตั้งแต่ต้นจึงมีทั้งวิธีแบ่งขั้น ฐานยอดขาย รอบสะสมยอด และเงื่อนไขเกิดสิทธิรับเงิน เมื่อข้อมูลเหล่านี้ชัดเจน จึงจะตรวจได้ว่าตัวเลขในรายงานคอมมิชชันถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนตรงไหน

คอมมิชชันแบบขั้นบันไดคืออะไร

คอมมิชชันแบบขั้นบันไดเป็นโครงสร้างค่าตอบแทนที่กำหนดอัตราแตกต่างกันตามระดับผลงาน เช่น ยอดขาย ยอดรับชำระ หรือกำไรขั้นต้น เมื่อผลงานผ่านเกณฑ์ที่กำหนด อัตราที่ใช้คำนวณอาจเพิ่มขึ้นตามแผนของบริษัท

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ขั้นบันได” เพียงคำเดียวยังบอกวิธีคำนวณได้ไม่ครบ บางแผนให้อัตราที่สูงขึ้นเฉพาะยอดส่วนเกิน ขณะที่บางแผนนำอัตราใหม่กลับไปคูณยอดทั้งหมดในรอบนั้น

ก่อนคำนวณ ควรขอให้บริษัทระบุว่าใช้วิธีใด พร้อมตัวอย่างยอดขายอย่างน้อยหนึ่งกรณีที่ข้ามหลายช่วง การเห็นตัวเลขจริงจะช่วยตรวจความเข้าใจได้ดีกว่าการอ่านเฉพาะรายการเปอร์เซ็นต์

ตัวเลขและอัตราทั้งหมดในตัวอย่างต่อไปนี้เป็นสมมติเพื่ออธิบายวิธีคำนวณ ไม่ใช่อัตรามาตรฐานของตลาดหรืออัตราที่กฎหมายกำหนด

แยกให้ออกระหว่างคิดเฉพาะยอดแต่ละขั้นกับคิดอัตราเดียวทั้งยอด

แบบที่ 1: คิดแยกตามยอดขายในแต่ละขั้น

วิธีนี้นำยอดขายไปเติมในแต่ละช่วงตามลำดับ เมื่อเต็มช่วงแรกแล้ว ยอดส่วนถัดไปจึงเริ่มได้รับอัตราของช่วงที่สอง และดำเนินต่อไปจนจัดสรรยอดขายครบทั้งหมด

สมมติบริษัทกำหนดอัตราดังนี้

  • ยอดขายส่วนแรกไม่เกิน 100,000 บาท ได้คอมมิชชัน 1%
  • ยอดขายส่วนที่เกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ได้ 2%
  • ยอดขายส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ได้ 3%
  • ยอดขายส่วนที่เกิน 500,000 บาท ได้ 4%

หากขายได้ 650,000 บาท อัตรา 4% จะใช้กับยอดส่วนที่เกิน 500,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 150,000 บาทเท่านั้น ส่วนยอดก่อนหน้านั้นยังคงใช้อัตราตามช่วงของตัวเอง

ข้อความในแผนที่ช่วยให้เข้าใจชัด ได้แก่ “คิดเฉพาะยอดส่วนเกินในแต่ละช่วง” หรือ “คำนวณแยกตามช่วงยอดขายแล้วรวมกัน”

แบบที่ 2: ใช้อัตราตามระดับยอดขายคูณยอดทั้งหมด

วิธีนี้เริ่มจากตรวจว่ายอดรวมอยู่ในระดับใด แล้วใช้อัตราของระดับนั้นคูณยอดที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมดของรอบ

หากแผนกำหนดว่า ยอดขายรวมเกิน 500,000 บาทได้รับ 4% ของยอดขายทั้งหมด เมื่อขายได้ 650,000 บาท จะคำนวณเป็น

650,000 × 4% = 26,000 บาท

วิธีนี้จะถูกต้องก็ต่อเมื่อแผนกำหนดให้ใช้อัตราเดียวกับยอดทั้งหมดอย่างชัดเจน ไม่ควรอนุมานจากข้อความว่า “คอมมิชชันสูงสุด 4%” เพียงอย่างเดียว

คำถามที่ควรถาม HR หรือผู้จัดการฝ่ายขายคือ

“เมื่อยอดขายขึ้นขั้นใหม่ อัตราใหม่ใช้เฉพาะยอดส่วนเกิน หรือปรับใช้กับยอดสะสมทั้งหมดของรอบครับ”

ตัวอย่างคำนวณคอมมิชชันแบบขั้นบันได เมื่อขายได้ 650,000 บาท

สมมติว่าใช้วิธีคิดแยกขั้นตามอัตรา 1%, 2%, 3% และ 4% ข้างต้น โดยยอด 650,000 บาทเป็นฐานที่ผ่านเงื่อนไขแล้ว ไม่มีรายการที่ต้องตัดออก ไม่มีเพดานคอมมิชชัน และยังไม่แบ่งให้ผู้ร่วมขาย

ขั้นที่ 1: ยอดขาย 100,000 บาทแรก

ยอดในขั้นนี้เท่ากับ 100,000 บาท คิดที่อัตรา 1%

100,000 × 1% = 1,000 บาท

แม้ยอดขายรวมจะสูงถึง 650,000 บาท เงินส่วนแรกนี้ยังคิดที่ 1% ตามเงื่อนไขเดิม

ขั้นที่ 2: ยอดส่วนที่เกิน 100,000 บาท ถึง 300,000 บาท

ช่วงนี้มีความกว้างเท่ากับ

300,000 − 100,000 = 200,000 บาท

จึงคำนวณคอมมิชชันได้เป็น

200,000 × 2% = 4,000 บาท

จุดที่ต้องระวังคือ ห้ามนำ 300,000 บาทมาคูณ 2% เพราะ 100,000 บาทแรกถูกคำนวณในขั้นก่อนหน้าแล้ว

ขั้นที่ 3: ยอดส่วนที่เกิน 300,000 บาท ถึง 500,000 บาท

ยอดที่อยู่ในขั้นนี้เท่ากับ

500,000 − 300,000 = 200,000 บาท

คอมมิชชันของขั้นนี้จึงเป็น

200,000 × 3% = 6,000 บาท

ขั้นที่ 4: ยอดส่วนที่เกิน 500,000 บาท

ยอดขายรวม 650,000 บาท ทำให้มียอดในขั้นสุดท้ายเท่ากับ

650,000 − 500,000 = 150,000 บาท

คอมมิชชันส่วนนี้เท่ากับ

150,000 × 4% = 6,000 บาท

เมื่อนำคอมมิชชันทุกขั้นมารวมกัน จะได้

1,000 + 4,000 + 6,000 + 6,000 = 17,000 บาท

ดังนั้น ภายใต้ตัวอย่างนี้ การคิดแยกขั้นให้คอมมิชชัน 17,000 บาท ส่วนการใช้อัตรา 4% คูณยอดทั้งหมดให้ 26,000 บาทต่างกัน 9,000 บาท ความแตกต่างเกิดจากวิธีคิด ไม่ใช่การคูณเปอร์เซ็นต์ผิด

วิธีตรวจว่ามีการนับยอดซ้ำหรือตกหล่นหรือไม่

หลังแบ่งยอดออกเป็นแต่ละขั้นแล้ว ให้นำยอดที่ใช้คำนวณทุกขั้นมารวมกัน ผลต้องเท่ากับฐานยอดขายที่เข้าเกณฑ์

จากตัวอย่างเดิม

100,000 + 200,000 + 200,000 + 150,000 = 650,000 บาท

หากรวมแล้วมากกว่า 650,000 บาท มีโอกาสนับยอดซ้ำ หากน้อยกว่า อาจมียอดตกหล่นหรือมีรายการที่ถูกตัดออกโดยยังไม่ได้อธิบาย

อีกจุดที่ควรตรวจคือ ยอดตรงขอบขั้น เช่น ขายได้ 300,000 บาทพอดี ภายใต้ตัวอย่างนี้จะได้คอมมิชชัน 5,000 บาท และยังไม่มียอดส่วนที่ได้รับ 3% เพราะขั้น 3% เริ่มใช้เฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาท

การเขียนช่วงว่า “ส่วนที่เกิน 100,000 บาท ถึง 300,000 บาท” ยังช่วยรองรับยอดที่มีสตางค์ได้ชัดเจนกว่าการเขียน “100,001–300,000 บาท” โดยไม่ได้อธิบายว่าจะจัดการยอดระหว่าง 100,000.01 ถึง 100,000.99 บาทอย่างไร

ถ้าบิลเดียวทำให้ยอดขายข้ามหลายขั้น ต้องคิดอย่างไร

สมมติว่าก่อนปิดการขายรายการใหม่ คุณมียอดสะสมในเดือนนั้น 250,000 บาท แล้วขายเพิ่มได้อีก 300,000 บาท ทำให้ยอดสะสมกลายเป็น 550,000 บาท

หากใช้ระบบสะสมรายเดือนและคิดแยกขั้น บิลใหม่จะถูกแบ่งเป็นสามส่วนตามพื้นที่ที่เหลืออยู่ในแต่ละขั้น

  1. 50,000 บาทแรกของบิลใหม่ เติมยอดสะสมจาก 250,000 บาทให้ถึง 300,000 บาท ได้ 2% เท่ากับ 1,000 บาท
  2. 200,000 บาทถัดมา เติมยอดสะสมจาก 300,000 บาทให้ถึง 500,000 บาท ได้ 3% เท่ากับ 6,000 บาท
  3. 50,000 บาทสุดท้าย เป็นยอดส่วนที่เกิน 500,000 บาท ได้ 4% เท่ากับ 2,000 บาท

คอมมิชชันที่เพิ่มขึ้นจากบิลนี้จึงเท่ากับ

1,000 + 6,000 + 2,000 = 9,000 บาท

จะนำบิลใหม่ทั้ง 300,000 บาทไปคูณ 4% แล้วได้ 12,000 บาทไม่ได้ เพราะบางส่วนของบิลยังอยู่ในขั้น 2% และ 3%

อีกวิธีหนึ่งที่ตรวจสอบได้ง่ายคือ

คอมมิชชันที่เพิ่มขึ้น = คอมมิชชันจากยอดสะสมใหม่ − คอมมิชชันจากยอดสะสมเดิม

ในกรณีนี้ คอมมิชชันจากยอด 550,000 บาทเท่ากับ 13,000 บาท และจากยอด 250,000 บาทเท่ากับ 4,000 บาท ส่วนต่างจึงเป็น 9,000 บาทตรงกัน

วิธีหาส่วนต่างนี้ใช้ได้เมื่อยอดอยู่ในรอบสะสมเดียวกัน และใช้สูตรเดียวกัน หากมีสินค้าอัตราพิเศษหรือแบ่งยอดกันหลายคน ต้องแยกเงื่อนไขเหล่านั้นก่อน

ก่อนคูณเปอร์เซ็นต์ ต้องรู้ว่าบริษัทใช้ยอดอะไรเป็นฐาน

การแบ่งขั้นถูกต้องยังไม่เพียงพอ หากพนักงานกับบริษัทนำยอดคนละประเภทมาใช้ ผลลัพธ์ก็จะไม่ตรงกันอยู่ดี

ยอดสั่งซื้อ ยอดส่งมอบ และยอดรับชำระอาจไม่เท่ากัน

สมมติเดือนหนึ่งคุณรับคำสั่งซื้อได้ 650,000 บาท ส่งมอบแล้ว 550,000 บาท และเก็บเงินได้ 480,000 บาท ทั้งสามจำนวนเป็นข้อมูลคนละส่วนของกระบวนการขาย

หากแผนใช้ยอดรับชำระที่เข้าเกณฑ์เป็นฐาน จะนำยอดสั่งซื้อ 650,000 บาทไปคำนวณทันทีไม่ได้ แต่ถ้าแผนให้เกิดสิทธิจากการส่งมอบและเพียงกำหนดจ่ายภายหลัง ก็ต้องอ่านตามเงื่อนไขนั้น

จึงควรแยกให้ชัดระหว่าง วันที่นับยอด วันที่เกิดสิทธิรับคอมมิชชัน และวันที่จ่ายเงินจริง ซึ่งอาจเป็นคนละวันกัน

ส่วนลด ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าขนส่งนับหรือไม่

คำว่า “ยอดขายสุทธิ” ควรมีคำอธิบายประกอบว่าได้หักอะไรออกแล้ว เช่น ส่วนลด สินค้าคืน หรือรายการที่ไม่ร่วมคำนวณ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าขนส่งจะรวมในฐานหรือไม่ ต้องดูข้อตกลงของแผน

หากบริษัทให้ส่วนลดลูกค้าภายหลังปิดการขาย ควรถามด้วยว่าจะปรับฐานในรอบใด และพนักงานตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร

ถ้าคิดจากกำไรขั้นต้น ต้องตรวจต้นทุนด้วย

บางบริษัทนำกำไรขั้นต้นมาแบ่งขั้นแทนยอดขาย กรณีนี้ต้องทราบว่าสูตรกำไรหักต้นทุนรายการใด และใช้ต้นทุน ณ เวลาใด

ยอดขายเท่ากันอาจให้คอมมิชชันต่างกันได้ หากสินค้าแต่ละรายการมีต้นทุนต่างกัน การเปรียบเทียบข้อเสนองานจึงควรดูทั้งเปอร์เซ็นต์และฐานคำนวณ โดยอ่านเพิ่มเติมเรื่อง เงินเดือนตามโครงสร้างบริษัทและคำถามที่ควรถาม HR เพื่อประเมินรายได้แต่ละส่วนให้ครบ

รอบสะสมยอดมีผลต่อคอมมิชชันมากแค่ไหน

ระบบรายเดือน รายไตรมาส และรายปีอาจให้ผลต่างกัน แม้ยอดขายรวมตลอดช่วงเวลาจะเท่ากัน

สมมติขายได้เดือนละ 250,000 บาท จำนวนสองเดือน และใช้อัตราตามตัวอย่างเดิม หากเริ่มขั้นใหม่ทุกเดือน จะได้คอมมิชชันเดือนละ 4,000 บาท รวมเป็น 8,000 บาท

แต่หากแผนสมมติอีกแบบกำหนดให้รวมยอดสองเดือนเป็นรอบเดียว และยังใช้จุดแบ่งขั้นชุดเดิม ยอดสะสม 500,000 บาทจะให้คอมมิชชัน 11,000 บาท

ตัวอย่างนี้แสดงผลของการรวมรอบเท่านั้น ในทางปฏิบัติบริษัทอาจกำหนดจุดแบ่งขั้นสำหรับรอบที่ยาวขึ้นต่างออกไป จึงไม่ควรนำเกณฑ์รายเดือนไปใช้กับยอดรายไตรมาสเอง

เรื่องที่ต้องถามเพิ่มคือ เริ่มสะสมวันไหน ตัดยอดเมื่อใด ยอดค้างจากรอบก่อนยกมาหรือไม่ และการจ่ายระหว่างรอบเป็นยอดสรุปแล้วหรือเป็นเงินล่วงหน้าที่ต้องกระทบยอดภายหลัง

มีเป้าขั้นต่ำก่อนเริ่มรับคอมมิชชัน ต้องอ่านให้ละเอียด

เงื่อนไขว่า “ต้องขายเกิน 100,000 บาทก่อนจึงได้รับคอมมิชชัน” ยังตีความวิธีคำนวณได้ต่างกัน จึงควรขอตัวอย่างประกอบ

กรณีแรก: จ่ายเฉพาะยอดส่วนที่เกินเป้าขั้นต่ำ

สมมติกำหนดให้ 100,000 บาทแรกได้รับ 0% และส่วนที่เกินได้รับ 2% หากขายได้ 180,000 บาท จะได้

(180,000 − 100,000) × 2% = 1,600 บาท

กรณีที่สอง: เมื่อผ่านเป้าแล้ว จ่ายย้อนหลังจากยอดทั้งหมด

หากแผนระบุว่าเมื่อขายเกิน 100,000 บาท ให้ได้รับ 2% ของยอดทั้งหมด ยอดขาย 180,000 บาทจะได้

180,000 × 2% = 3,600 บาท

สองกรณีนี้ต่างกัน 2,000 บาท จึงควรระบุให้ชัดว่าเป้าขั้นต่ำเป็นส่วนที่ไม่มีคอมมิชชัน หรือเป็นเงื่อนไขเปิดสิทธิให้คำนวณย้อนหลัง รวมถึงถามว่าทำยอดเท่ากับเป้าพอดีถือว่าผ่านหรือยัง

คืนสินค้าจนยอดตกขั้น ต้องคำนวณใหม่อย่างไร

สมมติแผนกำหนดโดยชอบให้ใช้ยอดสุทธิหลังคืนสินค้า และยังอยู่ในขั้นตอนสรุปยอดของรอบเดียวกัน เดิมยอดขายที่ใช้คำนวณเท่ากับ 650,000 บาท ต่อมามีสินค้าคืนที่ต้องลดฐาน 170,000 บาท ทำให้เหลือ 480,000 บาท

คอมมิชชันก่อนปรับยอดเท่ากับ 17,000 บาท ส่วนยอดหลังปรับต้องคำนวณใหม่เป็น

  • 100,000 บาทแรก × 1% = 1,000 บาท
  • 200,000 บาทถัดมา × 2% = 4,000 บาท
  • 180,000 บาทที่เหลือ × 3% = 5,400 บาท

คอมมิชชันหลังปรับจึงเป็น 10,400 บาท และส่วนต่างเท่ากับ

17,000 − 10,400 = 6,600 บาท

การนำยอดคืน 170,000 บาทไปคูณ 4% จะได้ 6,800 บาท ซึ่งไม่ตรงกับผลคำนวณใหม่ เพราะยอดที่ลดลงคร่อมทั้งขั้น 4% และขั้น 3%

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างนี้อธิบายการปรับฐานตามสมมติฐานที่กำหนด หากเป็นการคืนข้ามรอบหรือบริษัทจ่ายคอมมิชชันไปแล้ว ต้องตรวจเงื่อนไขและสิทธิที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ไม่ใช่นำส่วนต่างไปหักเงินเดือนทันที อ่านต่อเรื่อง ลูกค้าคืนสินค้าหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ บริษัทหักค่าคอมมิชชันได้แค่ไหน

สูตร Excel สำหรับคอมมิชชันแบบแยกขั้น

สำหรับตัวอย่างสี่ขั้นข้างต้น หากเซลล์ A2 เป็นยอดที่เข้าเกณฑ์ของรอบ สามารถใช้สูตรนี้ได้

=ROUND(
MAX(0,MIN(A2,100000))*1%
+MAX(0,MIN(A2-100000,200000))*2%
+MAX(0,MIN(A2-300000,200000))*3%
+MAX(0,A2-500000)*4%
,2)

สูตรแต่ละส่วนทำหน้าที่ดึงยอดที่อยู่ในขั้นนั้นออกมาคูณอัตรา โดย MIN จำกัดยอดไม่ให้เกินความกว้างของขั้น และ MAXป้องกันไม่ให้ขั้นที่ยังไปไม่ถึงมียอดติดลบ ส่วน ROUND ปัดผลรวมเป็นทศนิยมสองตำแหน่ง

เมื่อใส่ยอด 650,000 บาท ผลต้องเป็น 17,000.00 บาท หากใส่ 300,000 บาท ผลต้องเป็น 5,000.00 บาท

สูตรนี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่าเริ่มคิดตั้งแต่ยอดแรก ไม่มีเพดาน ไม่มีโบนัสเพิ่ม และปัดเศษหลังรวมทุกขั้น หากบริษัทปัดเศษแยกต่อบิลหรือแต่ละขั้น ตัวเลขอาจต่างกันเล็กน้อย จึงควรใช้วิธีปัดเศษเดียวกับแผน

สำหรับแผนที่คิดอัตราเดียวกับยอดทั้งหมด ต้องใช้สูตรอีกแบบ การใช้สูตรค้นหาอัตราสูงสุดแล้วคูณยอดรวมกับแผนแยกขั้นจะทำให้ผลผิด แม้สูตรจะไม่แสดงข้อความแจ้งข้อผิดพลาดก็ตาม

เงื่อนไขที่ควรถามก่อนรับงานหรือยืนยันยอดคอมมิชชัน

นอกจากสูตรหลัก ยังมีเงื่อนไขที่อาจเปลี่ยนรายได้จริงได้มาก ควรขอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรในประเด็นต่อไปนี้

  1. มีเพดานจ่ายหรือไม่ เช่น คำนวณได้เกินจำนวนหนึ่งแล้วหยุดจ่าย หรือจำกัดเฉพาะโบนัสบางประเภท
  2. สินค้าและลูกค้าทุกประเภทนับเหมือนกันหรือไม่ เช่น ลูกค้าใหม่ ลูกค้าเดิม สินค้าโปรโมชั่น หรือรายการที่กำไรต่ำ
  3. แบ่งเครดิตยอดขายกันอย่างไร แบ่งยอดก่อนเข้าขั้น หรือคำนวณคอมมิชชันแล้วจึงแบ่งเงิน
  4. มีเงื่อนไขอื่นก่อนรับเงินหรือไม่ เช่น การรับชำระ การส่งมอบ หรือการผ่านเกณฑ์คุณภาพงานที่ระบุไว้
  5. เริ่มงานกลางรอบหรือเปลี่ยนพื้นที่ขายจัดการอย่างไร ปรับเป้าตามช่วงเวลาหรือใช้เป้าเต็ม
  6. ใช้นโยบายฉบับใดและมีผลเมื่อใด รวมถึงวิธีจัดการรายการขายที่คาบเกี่ยวระหว่างสูตรเดิมกับสูตรใหม่

ประเด็นการแบ่งเครดิตต้องตรวจเป็นพิเศษ เพราะการลดฐานยอดขายก่อนคำนวณอาจทำให้พนักงานขึ้นไม่ถึงขั้นสูง ขณะที่การแบ่งเงินหลังคำนวณให้ผลอีกแบบ ดูแนวทางเพิ่มเติมในบทความ ถูกแบ่งคอมมิชชันให้หัวหน้า ควรขอหลักเกณฑ์อย่างไรให้ตรวจสอบได้

หากบริษัทเปลี่ยนวิธีคิดหลังสร้างยอดไปแล้ว ควรแยกยอดตามช่วงเวลาและเก็บเอกสารฉบับที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบตามแนวทางในบทความ ทำยอดถึงเป้าแล้วบริษัทเปลี่ยนสูตรคอมมิชชัน ควรทำอย่างไร

คอมมิชชันเกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงานอย่างไร

สำหรับผู้ทำงานในฐานะลูกจ้าง มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้นิยามค่าจ้างครอบคลุมค่าตอบแทนที่คำนวณตามผลงานในเวลาทำงานปกติด้วย คอมมิชชันจึงอาจเข้าลักษณะค่าจ้างได้ โดยต้องพิจารณาข้อตกลงและลักษณะการจ่าย ไม่อาจตัดสินจากชื่อเงินเพียงอย่างเดียว

หากเงินเข้าลักษณะค่าจ้าง การหักต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามมาตรา 76 การพบส่วนต่างจากสูตรจึงไม่ได้ให้อำนาจนายจ้างหักเงินได้ทุกกรณี หากมีข้อพิพาท ควรนำแผนคอมมิชชัน รายงานยอด และหลักฐานการจ่ายให้พนักงานตรวจแรงงานหรือผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตามข้อเท็จจริง

พนักงานขายควรตรวจรายงานคอมมิชชันอย่างไร

เริ่มจากตรวจรายงานต้นทางก่อนตรวจสูตร โดยเทียบว่ารายการขายครบหรือไม่ มีรายการใดถูกเลื่อนไปรอบถัดไป และมีรายการใดถูกลดฐาน จากนั้นจึงตรวจการแบ่งยอดเข้าขั้น อัตราที่ใช้ และผลรวม

หากพบยอดไม่ตรง ควรแจ้งความแตกต่างให้ชัด เช่น “รายการนี้มีฐานยอดขายต่างกัน 20,000 บาท” หรือ “ยอดส่วนที่อยู่ในขั้น 3% ถูกนำไปคิดที่ 2%” จะช่วยให้ผู้รับผิดชอบตรวจได้ตรงจุดกว่าการแจ้งเพียงว่าได้เงินน้อยกว่าที่คาด

ตัวอย่างข้อความที่นำไปปรับใช้ได้คือ

“จากยอดที่เข้าเกณฑ์ 650,000 บาท ผมคำนวณตามแผนแบบแยกขั้นได้ 17,000 บาท แต่รายงานแสดง 15,800 บาท รบกวนช่วยแจกแจงฐานยอดขายในแต่ละขั้น รายการปรับลด และสูตรที่ใช้ เพื่อให้ตรวจสอบส่วนต่างตรงกันครับ”

ควรเก็บเฉพาะหลักฐานที่มีสิทธิเข้าถึงและจำเป็นต่อการตรวจสอบ พร้อมขอวันแจ้งผลและรอบแก้ไขยอดให้ชัดเจน

นายจ้างและ HR ควรออกแบบแผนให้ตรวจสอบได้อย่างไร

แผนที่ใช้งานได้ควรมีทั้งคำอธิบายสูตรและตัวอย่างอย่างน้อยสามสถานการณ์ ได้แก่ ยอดต่ำกว่าเกณฑ์แรก ยอดตรงขอบขั้น และยอดที่ข้ามหลายขั้น หากมีการคืนสินค้า ควรเพิ่มตัวอย่างก่อนและหลังปรับยอดด้วย

ผู้จัดการฝ่ายขายควรยืนยันเจ้าของยอดและเงื่อนไขรายการ ฝ่ายบัญชีตรวจฐานยอดขายกับการรับชำระ ส่วน HR ตรวจความสอดคล้องกับข้อตกลงค่าตอบแทน ก่อนส่งให้ผู้มีอำนาจอนุมัติ

ในเชิงออกแบบ การคิดแยกขั้นช่วยให้ค่าคอมมิชชันเพิ่มตามยอดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนการปรับอัตราให้ทั้งยอดทำให้ค่าตอบแทนกระโดดเมื่อข้ามเกณฑ์ บริษัทจึงควรทดลองคำนวณยอดก่อนถึงและหลังผ่านแต่ละเกณฑ์ เพื่อประเมินต้นทุนและพฤติกรรมการขายที่แผนอาจจูงใจ

รายงานที่ส่งให้พนักงานควรแสดงฐานยอดขาย ยอดในแต่ละขั้น อัตรา คอมมิชชันก่อนปรับ รายการปรับ และยอดสุดท้าย การแสดงเพียงจำนวนเงินรวมหนึ่งบรรทัดทำให้ตรวจสอบได้ยาก แม้บริษัทจะคำนวณถูกต้องแล้วก็ตาม

ก่อนตัดสินใจจากคำว่า “คอมมิชชันสูงสุด”

อัตราสูงสุดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อเสนอ ในตัวอย่างนี้ แม้ขั้นบนสุดจะอยู่ที่ 4% แต่คอมมิชชัน 17,000 บาทจากยอดขาย 650,000 บาทคิดเป็นอัตราเฉลี่ยประมาณ 2.62% เพราะยอดแต่ละส่วนได้รับอัตราต่างกัน

เมื่อต้องเปรียบเทียบข้อเสนองาน ควรขอตัวอย่างคำนวณที่ยอดระดับต่ำ กลาง และสูง โดยใช้ฐานกับเงื่อนไขเดียวกัน พร้อมดูเงินเดือนประจำและระยะเวลารอรับเงินประกอบ

ผู้ที่กำลังดู งานขาย พนักงานขาย และพัฒนาธุรกิจบน JobHolic สามารถใช้คำถามเรื่องสูตร ฐานยอดขาย และรอบสะสมเป็นรายการตรวจสอบก่อนตอบรับงาน เมื่อเข้าใจทั้งสามส่วนนี้ จะประเมินรายได้ได้ใกล้เคียงเงื่อนไขจริงมากกว่าดูเปอร์เซ็นต์สูงสุดเพียงตัวเดียว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคอมมิชชันแบบขั้นบันได

1. ขายถึงขั้นสูงสุดแล้ว ยอดทั้งหมดจะได้อัตราสูงสุดหรือไม่

ขึ้นอยู่กับแผน หากคิดแยกขั้น อัตราสูงสุดใช้เฉพาะยอดส่วนที่อยู่ในขั้นนั้น หากแผนกำหนดให้ปรับอัตรากับยอดทั้งหมดจึงจะคูณทั้งยอดได้ ควรขอตัวอย่างยืนยันก่อนคำนวณ

2. ยอดขายเท่ากับจุดแบ่งขั้นพอดี ใช้อัตราไหน

ดูถ้อยคำระบุขอบเขต ในตัวอย่างที่กำหนด “ส่วนที่เกิน 300,000 บาทได้ 3%” ยอด 300,000 บาทพอดียังไม่มีส่วนที่ได้รับ 3% และมีคอมมิชชันรวม 5,000 บาท

3. บิลเดียวข้ามหลายขั้น ต้องแยกคิดหรือไม่

หากใช้แผนสะสมยอดแบบแยกขั้น ต้องแบ่งบิลตามยอดคงเหลือของแต่ละช่วง หรือใช้คอมมิชชันจากยอดสะสมใหม่ลบด้วยคอมมิชชันจากยอดสะสมเดิม โดยต้องอยู่ภายใต้สูตรและรอบเดียวกัน

4. เดือนนี้ขายไม่ถึงขั้นแรก แปลว่าไม่ได้คอมมิชชันเลยหรือไม่

ไม่เสมอไป หากขั้นแรกเริ่มจ่ายตั้งแต่ยอดแรกก็ยังคำนวณได้ แต่ถ้าแผนมีเป้าขั้นต่ำหรือกำหนดอัตรา 0% ในช่วงแรก ผลจะต่างกัน ต้องตรวจเงื่อนไขเปิดสิทธิด้วย

5. โบนัสทำยอดถึงเป้า ต้องรวมในสูตรขั้นบันไดหรือไม่

ให้ดูว่าแผนกำหนดเป็นเงินเพิ่มจากคอมมิชชัน หรือเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนก้อนเดียวกัน หากเป็นโบนัสเพิ่มเติม ควรแสดงแยกบรรทัดพร้อมเกณฑ์ เพื่อป้องกันการรวมซ้ำหรือตกหล่น

6. คอมมิชชันที่คำนวณได้ตรงกับเงินที่โอนเข้าบัญชีหรือไม่

อาจไม่ตรงกัน เพราะยอดตามสูตรอาจยังไม่รวมรายการปรับ โบนัส หรือรายการหักที่เกี่ยวข้อง ควรตรวจใบสรุปและสลิปให้เห็นทุกองค์ประกอบ รวมถึงแยกยอดประมาณการออกจากยอดที่ถึงกำหนดจ่ายแล้ว