กลับมาจากงานแล้วยังไม่พอใจรายได้ เห็นเพื่อนๆ ไปทำงานต่างประเทศมีชีวิตดีขึ้น จึงคิดว่า "ลองไปบ้างแล้วจะได้เงินกว่า" อย่างนี้เคยคิดไหม เรื่องหางานต่างประเทศจริงๆ ไม่ยากขนาดที่คิด แต่ต้องรู้วิธีที่ถูกกฎหมาย ไม่เสี่ยงโดนหลอก และเอกสารครบถ้วนตามที่บริษัทและประเทศปลายทางต้องการ เพราะไปแล้วค้นพบว่าเอกสารไม่ถูกต้องหรือโดนหลอกนั้น เสียเงิน เสียเวลา และเสี่ยงติดปัญหากฎหมายได้

5 ช่องทางไปทำงานต่างประเทศแบบถูกกฎหมาย อันไหนเหมาะคุณ
การไปทำงานต่างประเทศแบบถูกต้องตามกฎหมายมี 5 วิธี ได้แก่ บริษัทจัดหางานจัดส่ง กรมการจัดหางานจัดส่ง เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน และนายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างไปฝึกงาน แต่ละช่องทางมีข้อดี ข้อจำกัด และเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ลองดูเทียบกันว่าอันไหนเข้ากับสถานการณ์ของคุณ KTC
ช่องทาง 1: บริษัทจัดหางาน (Recruitment Agency)
บริษัทจัดหางานนี่คือตัวกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างนายจ้างต่างประเทศกับคนไทยที่หางาน บริษัทจะแนะนำตำแหน่งว่าง ดูว่าทักษะของคุณตรงไหม แล้วสมัครให้กับนายจ้างต่างประเทศ ดีของช่องทางนี้คือ แรงงานไทยส่วนใหญ่ไปทำงานโดยการจัดส่งของบริษัทจัดหางานจำนวน 178,301 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดเลย Ocsc
ข้อดี: บริษัทช่วยดูแลเอกสาร วีซ่า และสัญญาจ้าง ลดความวุ่นวายให้คุณ หลายบริษัทมีสัญญากับนายจ้างในหลายประเทศ โอกาสหางาน ได้เรือก มีไทยๆ ที่ใช้ได้สำหรับสอบถาม
ข้อจำกัด: ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นหรือค่าธรรมเนียมบางส่วน บริษัทบางแห่งอาจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเงื่อนไขการทำงานไม่เป็นไปตามที่สัญญาไว้
ตรวจจังหวะ: ต้องตรวจให้แน่ว่าบริษัทจัดหางานนั้นมีใบอนุญาตถูกต้องจากกรมการจัดหางาน โทรติดต่อกรมการจัดหางานเพื่อยืนยันให้แน่ใจ อย่าโอนเงินล่วงหน้าหากไม่ได้ลงนามในสัญญาจ้างอย่างเป็นทางการแล้ว
ช่องทาง 2: กรมการจัดหางาน (Government Placement)
กรมการจัดหางานเป็นหน่วยงานรัฐของกระทรวงแรงงาน ซึ่งจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย ความคืบหน้าล่าสุด ได้ส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศแล้ว 60,769 คน หรือร้อยละ 60.7 ใน 139 ประเทศ ซึ่ง 5 อันดับแรกที่มีการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ ไต้หวัน สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสหรัฐอเมริกา Gcc
ข้อดี: เป็นช่องทางอย่างถูกกฎหมายที่มีความคุ้มครองจากรัฐ ถ้าเกิดปัญหากับนายจ้างหรือสภาพการทำงาน มีสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศที่ช่วยเหลือได้ ไม่มีค่าคอมมิชชั่นสูง
ข้อจำกัด: ตำแหน่งงานและประเทศที่เปิดรับมีจำนวนจำกัด ขึ้นอยู่กับบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศ (MOU) ต้องเดินทางไปสมัครและให้ข้อมูลโดยตรงที่สำนักงานกรมการจัดหางาน
ตรวจจังหวะ: ข้อมูลตำแหน่งงานและเงื่อนไขเปิดแบบใจค่อนข้างชัดเจน แต่ทำให้ใช้เวลาในการจัดส่งนานกว่าบริษัทจัดหางาน
ช่องทาง 3: เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง (Self-Arranged Employment)
คุณหางานเอง ติดต่อนายจ้างต่างประเทศโดยตรงผ่านเว็บไซต์หางาน LinkedIn หรือเว็บสมัครงาน ของประเทศปลายทาง สมัครตรง และจัดการเอกสารเอง วิธีนี้นิยมสำหรับ IT และตำแหน่งงานที่ต้องใช้มหาวิทยาลัยจบ
ข้อดี: อิสระเลือกตำแหน่งและบริษัท ไม่ต้องเสียค่าจัดส่ง อาจได้เงินเดือนสูงกว่าเพราะไม่มีค่าคอมมิชชั่น
ข้อจำกัด: ต้องตรวจสอบนายจ้างให้ดี หากนายจ้างไม่ยืดยาว อาจทำให้เอกสาร วีซ่า สัญญาจ้างไม่ถูกต้อง จำเป็นต้องรู้เรื่องเอกสาร วีซ่า ประเทศปลายทางดีพอ
ตรวจจังหวะ: ต้องโทรหรือ video call สัมภาษณ์กับนายจ้างและ HR ให้ได้แน่ว่าบริษัทนั้นมีอยู่จริง และชักชวนให้มาต่อสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนก่อนจ่ายค่าใดๆ ตรวจเว็บไซต์ของบริษัท ดู Google review ของลูกจ้างเก่า
ช่องทาง 4: นายจ้างไทยพาลูกจ้างไปทำงาน (Internal Transfer)
บริษัทไทยที่มีสาขาต่างประเทศ หรือสาขาที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ อาจเสนอให้คุณย้ายไปทำงานที่สาขาต่างประเทศของบริษัทเดียวกัน ท่านจะยังคงเป็นพนักงานของบริษัทนั้น แต่ทำงานในต่างประเทศ
ข้อดี: ทราบลวนลวมบริษัทอยู่แล้ว สัญญาจ้างและเงื่อนไขการทำงานชัดเจน บริษัทช่วยดูแลเอกสารและวีซ่า
ข้อจำกัด: ต้องเป็นพนักงานของบริษัทนั้นอยู่แล้ว โอกาสนี้ไม่ชอบเปิด ต้องรอจนกว่าบริษัทจะมีความต้องการ
ตรวจจังหวะ: อ่านสัญญาฝากการย้ายให้ดี ดูว่าเงื่อนไขจ้าง สวัสดิการ เงินเดือน ระยะเวลาเปลี่ยนแปลงไหม รู้เรื่องภาษีและสิทธิในประเทศปลายทาง
ช่องทาง 5: นายจ้างส่งลูกจ้างไปฝึกงาน (Training Program)
นายจ้างไทยส่งลูกจ้างไปฝึกงานในประเทศที่มี MOU กับไทย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน โดยเป็นการฝึกและเรียนรู้ทักษะเพื่อกลับมาทำงานในไทยต่อ บางคนได้ต่อสัญญาจ้างที่บริษัทต่างประเทศหลังจากสิ้นสุดอายุโครงการฝึก
ข้อดี: มีการคัดสรรและดูแลจากนายจ้าง พบปะคนจำนวนมากจากหลายสถานที่ ได้ประสบการณ์ระหว่างประเทศ
ข้อจำกัด: ระยะเวลาฝึกจำกัด ไม่ใช่งานถาวรแบบคนอื่น เงินเดือนอาจต่ำกว่าการไปทำงานปกติ
ตรวจจังหวะ: ตรวจว่าโครงการนั้นเป็นโครงการที่รัฐบาลสนับสนุนหรือไม่ ดูเงื่อนไขหลังจากสิ้นสุดโครงการว่ามีโอกาสต่อสัญญาจ้างไหม

เอกสารต้องจัดเตรียมอย่างไรให้ถูกต้อง
ไม่ว่าจะเลือกช่องทางไหนก็ตาม เอกสารเป็นสิ่งสำคัญที่อย่างสูง หากขาดหรือผิดพลาด วีซ่าจะไม่ผ่าน หรือแม้ว่าจะถึงประเทศปลายทางแล้ว ก็อาจหวนถูกส่งกลับมา
เอกสารพื้นฐานที่ใครๆ ต้องเตรียม
1. พาสปอร์ต (Passport)
พาสปอร์ตเป็นเอกสารสำคัญที่สุด ต้องมีเพื่อขอวีซ่าและเดินทางออกต่างประเทศ การทำพาสปอร์ตต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกรมการกงสุลไทย และประเทศปลายทางบางประเทศอาจมีกฎเกณฑ์เฉพาะ เช่น อายุพาสปอร์ตต้องไม่ต่ำกว่า 6 เดือนก่อนหมดอายุ Jobsdb
ทำพาสปอร์ตได้ที่สำนักงานใบอนุญาตการกงสุล ในสถานทูตไทยในประเทศไทย ใช้เวลาประมาณ 5-7 วันทำการ
2. วีซ่า Non-Immigrant B (Non-B Visa)
ชาวต่างชาติหากต้องการมาทำงานในไทยด้วย Visa Non-B จะต้องขอ บ.ต.32 จากไทยก่อน ใช้เวลาดำเนินการ 7-14 วัน หลังจากนั้นนำไปประกอบการยื่นขอ Visa Non-B ที่สถานทูตไทยในต่างประเทศ แต่ถ้าคุณเป็นคนไทยไปทำงานต่างประเทศ ต้องขอวีซ่าของประเทศปลายทางนั้นแทน ข้อมูลเกี่ยวกับวีซ่าต่างประเทศมีที่เว็บไซต์สถานทูตต่างๆ ตรวจให้แน่ว่ารู้ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง Wonderful Package
3. ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)
หลังจากชาวต่างชาติมี Visa Non-B หรือใบอนุญาตให้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อทำงานแล้ว ไม่ใช่ว่าจะทำงานได้เลยนะ จะต้องมี Work Permit หรือใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยก่อน หลังจากนั้นให้ดำเนินการยื่นขอ Work Permit ที่กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ณ พื้นที่ของ บริษัทนายจ้างสังกัดอยู่ ภายใน 15-20 วัน ถ้าเป็นการไปทำงานต่างประเทศ คุณต้องขอใบอนุญาตทำงานของประเทศปลายทางนั้นแทน Wonderful Package
4. บัตรประชาชน และทะเบียนบ้าน
สำเนาบัตรประชาชน ส่วนหลัก และทะเบียนบ้านเชื่อ 2 ชุด เอกสารเหล่านี้ต้องใช้สำหรับการขออนุญาตเบื้องต้น การเปิดบัญชีธนาคารในประเทศปลายทาง หรือการขอสิงคโปร์ประกันสังคม
5. หลักฐานการศึกษา (Education Certificates)
พบว่ำหลายประเทศต้องการ สำเนาหลักฐานการศึกษา (เช่น ปริญญาบัตร, ใบรับรองผลการศึกษา) พร้อมฉบับแปลภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษที่ได้รับการรับรอง เช่น สถานทูตประเทศเจ้าของเอกสาร, กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศไทย Jmpvisaandtranslation
6. ใบรับรองประวัติอาชญากรรม (Criminal Record Certificate)
เอกสารนี้สำคัญมากสำหรับประเทศคร่าวๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เคาะ ติดต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอใบรับรอง
7. ใบประกอบอาชีพ หรือใบรับรองตามสาขาวิชาชีพ (License or Certification)
ถ้าเป็นอาชีพต่างๆ เช่น วิศวกร พยาบาล อาจารย์ต้องมีใบประกอบอาชีพจากไทยก่อน และอาจต้องขออนุญาตตรวจสอบใบประกอบอาชีพในประเทศปลายทางด้วย
เอกสารที่ต้องตรวจจากนายจ้างและบริษัทจัดหางาน
8. สัญญาจ้าง (Employment Contract)
นี่คือเอกสารสำคัญที่บ่งชี้ว่าเงื่อนไขการทำงานคืออะไร เงินเดือนเท่าไหร่ วันทำงานกี่วัน สวัสดิการอะไรบ้าง เวลาโพ้ายกลับหรือเมื่อไหร่ เขียนชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศ แต่ขอสำเนาแปลภาษาไทยให้ได้ด้วย
9. หนังสือรับรองจากนายจ้าง (Company Certificate)
หนังสือมาตรฐาน ลงวันที่ และติดตราของบริษัท ยืนยันว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่จริง และว่าจะจ้างคุณ
10. เอกสารการสอบแรงงาน (Medical Certificate)
บางประเทศต้องการใบรับรองแพทย์ว่าคุณสุขภาพดี ทำได้ที่โรงพยาบาลเอกชน หรือสถานพยาบาลรัฐ ต้องใช้เวลา 1-2 วัน
วิธีตรวจสอบเอกสารและบริษัทให้ถูกต้อง
จำนวนการหลอกลวงเพิ่มขึ้นทุกปี บางคนตื่นนอนพบว่าตัวเองติดหนี้เพื่อบริษัทจัดหางาน บ้างเข้าไปแล้วพบว่างานไม่เป็นไปตามสัญญา ถูกกดเงินจากเงินเดือน ดังนั้นการตรวจสอบเบื้องต้นมีความสำคัญ
สัญญาณเตือนว่ำคุณอาจโดนหลอก
มิจฉาชีพยุคใหม่ไม่ได้มาแบบสุ่ม ๆ แต่มาพร้อมแผนการที่ดูน่าเชื่อถือ เช่น 1. การปลอมตัว (Impersonation): นำชื่อบริษัทจัดหางานที่มีอยู่จริง หรือโลโก้ของกระทรวงแรงงานมาใช้เป็นรูปโปรไฟล์ใน Facebook, Line และ TikTok เพื่อสร้างความไว้วางใจ PRD
ระวังสัญญาณเหล่านี้:
- บริษัทเรียกร้องให้ฝากเงินล่วงหน้าเพื่อขอวีซ่า การทำพาสปอร์ต หรือการตรวจสุขภาพก่อนที่จะลงนามในสัญญาจ้างเป็นทางการ
- บริษัทขอข้อมูลส่วนบุคคลเช่น เลขบัตรประชาชน บัญชีธนาคาร ผ่านโทรศัพท์หรือข้อความ ไม่ต้องให้สำเนาวามผ่าน SMS หรือ Line เด็ด ๆ
- คำพูดของบริษัทหรือตัวแทน "หากสมัครได้แล้ว เงินเดือนจะผ่านเข้าบัญชี" หลังเก็บเงินจากคุณ คำนี้แสดงความหลวมๆ ทำให้ไม่หมดกังวล
- ไม่มีเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพจ Facebook หรือ TikTok ธรรมชาติ
- สัญญาจ้างเป็นภาษาไทยเท่านั้น หรือให้อ่านส่วนเดียว ขอไม่ให้นำไปแสดงใครให้เห็น
ขั้นตอนตรวจสอบที่คุณควรทำ
ขั้น 1: ตรวจสอบบริษัท
เข้าเว็บไซต์ของบริษัท ตรวจเลขทะเบียนบริษัทที่ Dun & Bradstreet หรือ BBB (Better Business Bureau) ของประเทศนั้น ติดต่อหน่วยงานให้ข้อมูลธุรกิจของประเทศปลายทาง โทรหรือ email ไปยังแผนกทรัพยากรบุคคลของบริษัท ยืนยันว่าคุณได้รับเสนอตำแหน่งงานจริงหรือไม่
ขั้น 2: ตรวจสอบบริษัทจัดหางาน
โทรหรือเข้าหน้าที่ "ตรวจสอบที่มา โทรเช็กที่กรมฯ และโอนเข้าบัญชีบริษัทเท่านั้น" คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ถ้าเป็นบริษัทจัดหางาน โทรไปยังกรมการจัดหางาน ถาม ID หรือเลขที่ของบริษัท คำถามแบบนี้ "บริษัท [ชื่อบริษัท] ลงทะเบียนเป็นบริษัทจัดหางานถูกต้องหรือไม่" กรมการจัดหางานสามารถตอบได้ทันที เว็บไซต์บริษัท ดูจำนวนพนักงาน ประวัติสถานที่ตั้ง PRD
ขั้น 3: ตรวจสัญญาจ้าง
ให้สัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ในภาษาที่คุณเข้าใจ (ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ) ดูวันข้อความสำคัญเช่น
- อัตราเงินเดือนและสิ่งอื่นที่มีการหักบางส่วน (ถ้ามี)
- วันทำงาน เวลาทำงาน วันออกแบบถ่ายทำ
- ระยะเวลาสัญญา (เช่น 1 ปี 2 ปี ฯลฯ)
- ต้นทุนการอพยพและที่พัก (ใครเสีย)
- สิทธิโพ้ยกลับ และระยะเวลาพักระหว่างปี
- ค่าใช้จ่ายค่อที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง
- ความปลอดภัยในการทำงาน ประกันอุบัติเหตุ
หากสิ่งใดที่ต้องตรวจสอบไม่ชัด ให้ขอสำเนา แปลภาษา และจัดเก็บไว้
ขั้น 4: ยืนยันเอกสารกับสถานทูต
เก็บสำเนาสัญญาจ้าง หนังสือรับรองจากบริษัท ไปยังสถานทูตของประเทศปลายทางในไทย ขอให้ยืนยันว่าเอกสารเป็นของหน่วยงานจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นตราประทับหรือลายเซ็นชื่อ สถานทูตสามารถช่วยตรวจสอบได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ขั้น 5: สอบถามคนเก่าหรือคนที่ไปแล้ว
ลองหาคนจากกลุ่ม Facebook หรือ LINE ของแรงงานไทยในประเทศปลายทางนั้น ถามเกี่ยวกับสภาพการทำงาน ว่านายจ้างหรือบริษัทจัดหางานนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ เงินเดือนจ่ายตรงเวลาไหม สวัสดิการครบครันไหม

ขั้นตอนการสมัครและเตรียมตัวเดินทาง
หลังจากตรวจสอบเอกสารทั้งหมดแล้ว ต่อไปก็เป็นขั้นตอนปฏิบัติจริง
1. ยื่นใบสมัครและสัมภาษณ์
ส่งใบสมัครให้บริษัทหรือบริษัทจัดหางาน (Resume ต้องอ่านง่าย ชัดเจน ตรงกับตำแหน่ง) เตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์ video call หรือแบบที่ประเทศปลายทาง ปฏิบัติตนเป็นมืออาชีพ ตอบคำถามได้ชัดว่าทำไมจึงอยากไปทำงาน ประสบการณ์อะไรตรงกับตำแหน่ง
2. ลงนามสัญญาจ้าง
อ่านสัญญาครั้งสุดท้ายให้ดี ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ ให้ขอให้อธิบายก่อนจะลงนาม บริษัทจัดหางานหรือนายจ้างต้องให้สำเนาสัญญาให้คุณเก็บไว้
3. เตรียมเอกสารและขอวีซ่า
เตรียมเอกสารทั้งหมดตามที่ระบุ ส่งให้บริษัทหรือบริษัทจัดหางาน ขอวีซ่าไปยังสถานทูตของประเทศปลายทาง ปกติใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับประเทศและปริมาณใบสมัครขอวีซ่า
4. ตรวจสุขภาพ
ทำการตรวจสุขภาพอย่างเป็นทางการตามขั้นตอน ส่วนใหญ่บริษัทจะให้ทำก่อนเดินทาง
5. ซื้อตั๋วเครื่องบิน
บริษัทหรือบริษัทจัดหางานอาจซื้อตั๋วให้ หรือให้คุณซื้อเอง แล้วรีฟัวนด์ค่าตั๋ว ขึ้นอยู่กับสัญญาจ้าง ตรวจให้แน่ว่าถูกต้องเสร็จสมบูรณ์
6. เตรียมตัวเดินทาง
หาที่พักสำหรับคืนแรกหลังถึงประเทศปลายทาง (บริษัทจะบอกว่าควรพักที่ไหน) แลกเงิน แจ้งให้ธนาคารทราบว่าจะเดินทางออกนอกประเทศ เตรียมค่าใช้จ่ายส่วนตัวเช่น ยาเล็กน้อย บัตรรูปภาพจากทีม ผ้าบาง อื่นๆ เตรียมแอปสำหรับสอบถามทีมและเก็บสำเนาเอกสารบนคลาวด์

เรื่องต้องระวัง หลังถึงประเทศปลายทาง
สัญญาข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
ทุกประเทศมีกฎหมายแรงงานที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่จะมี:
- ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ต้องทำให้เสร็จภายใน 1-3 เดือนแรก
- บัตรประชาชนของประเทศปลายทาง (ID Card) อาจต้องสมัครใหม่
- ประกันสังคมหรือประกันสุขภาพ ต้องตรวจให้แน่ว่าบริษัทหักเงินเดือนไปสมทบอย่างถูกต้อง
- ข้อมูลแห่งมลิล่า (Tax ID) อาจต้องจดทะเบียนกับหน่วยงานภาษีของประเทศ
การป้องกันตัวและการส่งสัญญาณกลับไทย
เมื่อเดินทางไปแล้ว:
- แจ้งให้ครอบครัวทราบว่าคุณถึงอย่างปลอดภัย
- เก็บติดต่อของสถานเอกอัครราชทูต สถานทูต หรือสหถมทูตไทย ขอ 24 ชั่วโมง หากเกิดปัญหา
- บันทึกข้อมูลสำคัญเช่น เลขประกันสังคม ที่อยู่ที่พักที่ออกแบบฉับพลัน และหมายเลขฉุกเฉิน ส่งให้ครอบครัว
- หากเกิดปัญหากับนายจ้างเช่น ไม่จ่ายเงิน กดเงิน หรือจำไว้ถูกทำร้าย ติดต่อสถานทูตทันที อย่ารอหรือแคร่นที
คำถามที่คนมักถาม (FAQ)
Q: ไปทำงานต่างประเทศครั้งแรก ควรเลือกช่องทางไหนดีที่สุด
A: ถ้าเป็นมือใหม่ขอแนะนำให้ไปกับบริษัทจัดหางานที่มีใบอนุญาตถูกต้อง หรือกรมการจัดหางาน เพราะช่วยลดความเสี่ยงและมีการดูแล ส่วนการเดินทางด้วยตนเองดีกว่ากับคนที่มีประสบการณ์และรู้เรื่องเอกสารดี
Q: ต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ในการไปทำงานต่างประเทศ
A: ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นประกอบด้วย ค่าทำพาสปอร์ต (ประมาณ 1,000-1,500 บาท) ค่าขอวีซ่า (ประมาณ 1,500-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเทศ) ค่าตรวจสุขภาพ (1,000-3,000 บาท) ค่าธรรมเนียมบริษัทจัดหางาน (ถ้ามี บางบริษัทรับจากนายจ้าง บางบริษัทรับจากคนงาน) บางบริษัยจะให้คุณค่ายใหญ่หรือประมาณการ ให้ถามให้ชัดเจนก่อน
Q: เงินเดือนที่บริษัทสัญญากับจ่ายจริงตรงเวลาไหม
A: ปกติจะตรงเวลา แต่ต้องตรวจเช็คข้อมูลธนาคารและช่องทางการจ่ายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น หากหกเงินมากหรือไม่จ่ายเต็มตามสัญญา ให้ติดต่อสถานทูตและบริษัทจัดหางาน ใจดีไว้ก่อน เพราะมีคนประเมินการจ่ายเงินผิดเนื่องจากการแลกเปลี่ยนเงินสกุล
Q: ไปแล้วหมดสัญญาจ้าง จะต่อสัญญาใหม่หรือกลับไทยเสร็จสมบูรณ์ไหม
A: ขึ้นอยู่กับนายจ้างและบริษัทจัดหางาน ส่วนใหญ่ถ้าทำงานดีและนายจ้างพอใจ จะสามารถต่อสัญญาได้ แต่จำเป็นต้องต่อวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ส่วนการกลับไทยควรชักชวนให้บริษัทซื้อตั๋วกลับให้ ตามสัญญาจ้าง
Q: หากระหว่างทำงานเกิดปัญหากับนายจ้าง ทำอย่างไรดี
A: ติดต่อสถานเอกอัครราชทูต สถานทูต หรือสหถมทูตไทยทันที ขอรายนามนักสอบขอความชำนาญอาชีพแรงงาน หรือท่านจักษณไทยที่มีหลากความรู้เกี่ยวกับสิทธิแรงงาน ถ้าเป็นเรื่องสำคัญเช่นการกดเงิน การทำร้าย การค้นหาเงิน อาจต้องแจ้งตำรวจประเทศปลายทาง
Q: มีกองทุนสนับสนุนแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศไหม
A: กระทรวงแรงงานมีโครงการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ขึ้นอยู่กับช่องทางและประเทศปลายทาง ตรวจหน้าเว็บไซต์กรมการจัดหางาน หรือโทรไปสอบถามศูนย์บริการแรงงานจังหวัดของคุณ

สรุป
ไปทำงานต่างประเทศนั้นไม่ยาก ถ้ารู้วิธีและเตรียมตัวให้เสร็จสมบูรณ์ คำสำคัญคือ ตรวจเอกสาร ตรวจบริษัท ตรวจสัญญา ก่อนจะยื่นเงิน หรือลงนาม ไม่เพิ่งตื่นตัวหรือรีบเร่ง เพราะมิจฉาชีพอยู่ระหว่างรอและมองหากำลังอย่างตลอด โอกาสที่ดีจะไม่หายไปเพียงเพราะใช้เวลาตรวจสอบสัก 1-2 สัปดาห์
เลือกช่องทางที่เหมาะกับตัวคุณ จัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ตรวจสอบตัวแทนและบริษัทให้แม่นยำ แล้วคุณก็พร้อมจะก้าวเข้าสู่โลกการทำงานต่างประเทศได้อย่างเต็มใจ บริษัท Jobholic.co นี้ก็มีเพจ บทความ และข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการหางานต่างประเทศ สามารถติดตามได้เพิ่มเติมอีก
FAQ ขยายเพิ่มเติม
Q: ประเทศไหนเปิดรับแรงงานไทยมากที่สุด
A: 5 อันดับแรกที่มีการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ ไต้หวัน สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสหรัฐอเมริกา ที่เป็นเช่นนี้เพราะประเทศเหล่านี้มี MOU (บันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศ) กับไทย และมีความต้องการแรงงานสูง Gcc
Q: ป่วย หรือมีปัญหาสุขภาพตามหลัง จะไปทำงานต่างประเทศได้ไหม
A: ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา บ้างประเทศแข็งในเรื่องการตรวจสุขภาพ บางประเทศผ่อนปรน ตรวจจากแพทย์ไทยก่อนว่าสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมนั้นได้ไหม ถ้าแพทย์บอกว่าไม่ควรไป ให้ไม่ไป เพราะอาจเกิดอันตรายต่อตัวเองหรือทำให้ปัญหาแย่ลงได้
Q: ตรวจเอกสารต้องใช้เวลานานไหม
A: ปกติตั้งแต่วันที่ตัดสินใจไปจนถึงวันเดินทาง ใช้เวลา 1-3 เดือน ส่วนใหญ่ติดตั้งวีซ่า ถ้าวีซ่าต้องสำหรับตรวจเพิ่มเติม (เช่น ภูมิคุ้มกัน) อาจใช้เวลา 4-5 เดือน